เลือก Power Supply กี่วัตต์ Hardware

เลือก Power Supply กี่วัตต์

📅 2026-02-09 | โดย อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์ — SiamCafe.net Since 1997

เลือก Power Supply (PSU) กี่วัตต์: เรื่องง่ายๆ ที่มองข้ามไม่ได้

Power Supply หรือ PSU เนี่ย หลายคนมองข้าม คิดว่าอะไรก็ได้ ขอแค่ไฟเข้าเครื่องก็พอ แต่จริงๆ แล้วมันคือหัวใจหลักของคอมพิวเตอร์เราเลยนะ สมัยผมทำร้านเน็ตเมื่อ 20 กว่าปีก่อน เจอปัญหาคอมดับเอง เปิดไม่ติด หรืออยู่ๆ ก็รีสตาร์ทเองบ่อยมาก สาเหตุหลักๆ เลยคือ PSU จ่ายไฟไม่พอ หรือจ่ายไฟไม่นิ่งนี่แหละ

PSU ทำหน้าที่แปลงไฟบ้าน 220V ให้เป็นไฟ DC ที่คอมพิวเตอร์ใช้ (12V, 5V, 3.3V) ถ้า PSU ห่วย จ่ายไฟไม่พอ หรือไฟไม่นิ่ง อุปกรณ์ต่างๆ ในเครื่องเราก็จะทำงานผิดพลาด พังเร็ว หรืออาจจะพังยกเครื่องได้เลย ดังนั้น การเลือก PSU ที่ดีและมีกำลังไฟเพียงพอ จึงสำคัญมากๆ

ทำไมต้องเลือกวัตต์ให้พอดี?

การเลือกวัตต์ PSU ให้พอดี สำคัญกว่าที่คิดนะ ไม่ใช่ว่ายิ่งวัตต์เยอะยิ่งดีเสมอไป เพราะถ้าวัตต์เยอะเกินไป แล้วเราไม่ได้ใช้ มันก็เปลืองไฟโดยใช่เหตุ แถม PSU ที่วัตต์สูงๆ มักจะมีราคาสูงตามไปด้วย

แต่ถ้าวัตต์น้อยเกินไป อันนี้ปัญหาใหญ่เลย! คอมอาจจะดับเองเวลาเล่นเกมหนักๆ หรือทำงานที่ใช้ CPU และ GPU เยอะๆ บางทีอาจจะเปิดไม่ติดตั้งแต่แรกเลยด้วยซ้ำ

ดังนั้น เราต้องคำนวณกำลังไฟที่อุปกรณ์ในเครื่องเราใช้จริงๆ แล้วเลือก PSU ที่มีวัตต์สูงกว่าเล็กน้อย เพื่อให้มีเผื่อเหลือเผื่อขาด และเพื่อให้ PSU ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องเค้นกำลังจนเกินไป

วิธีคำนวณกำลังไฟที่คอมพิวเตอร์ต้องการ

การคำนวณกำลังไฟที่คอมพิวเตอร์ต้องการ ไม่ยากอย่างที่คิดนะ มีหลายวิธีเลย ตั้งแต่แบบคร่าวๆ ไปจนถึงละเอียดสุดๆ ผมจะสอนวิธีที่ใช้ได้จริง และเข้าใจง่ายที่สุดให้

วิธีที่ 1: ใช้ Wattage Calculator

วิธีนี้ง่ายที่สุด แค่เข้าไปในเว็บไซต์ที่ให้บริการ Wattage Calculator เช่น OuterVision Power Supply Calculator แล้วกรอกสเปคคอมพิวเตอร์ของเราลงไปให้ครบถ้วน เช่น CPU, GPU, RAM, Hard Drive, SSD, พัดลม, USB devices ฯลฯ เว็บไซต์ก็จะคำนวณกำลังไฟที่แนะนำให้เราโดยอัตโนมัติ

ข้อดีของวิธีนี้คือ สะดวก รวดเร็ว และแม่นยำระดับหนึ่ง แต่ข้อเสียคือ อาจจะไม่ละเอียดเท่ากับการคำนวณเอง เพราะบางเว็บไซต์อาจจะไม่มีข้อมูลอุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ หรืออาจจะไม่ได้คำนึงถึงการ Overclock

วิธีที่ 2: คำนวณเองแบบคร่าวๆ

วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากรู้กำลังไฟที่คอมพิวเตอร์ต้องการแบบคร่าวๆ โดยไม่ต้องพึ่งเว็บไซต์

  1. CPU: ดูค่า TDP (Thermal Design Power) ของ CPU ในเว็บไซต์ของผู้ผลิต (Intel หรือ AMD) ค่า TDP คือค่าพลังงานความร้อนที่ CPU ปล่อยออกมา ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกถึงกำลังไฟที่ CPU ต้องการโดยประมาณ
  2. GPU: ดูค่า TDP ของ GPU ในเว็บไซต์ของผู้ผลิต (Nvidia หรือ AMD)
  3. RAM: RAM แต่ละตัวกินไฟประมาณ 5-10W
  4. Hard Drive/SSD: Hard Drive กินไฟประมาณ 10-20W, SSD กินไฟประมาณ 5-10W
  5. Motherboard: Motherboard กินไฟประมาณ 25-50W
  6. พัดลม: พัดลมแต่ละตัวกินไฟประมาณ 1-5W
  7. USB Devices: อุปกรณ์ USB แต่ละตัวกินไฟประมาณ 2.5-5W

จากนั้นนำค่าทั้งหมดมารวมกัน ก็จะได้กำลังไฟที่คอมพิวเตอร์ของเราต้องการโดยประมาณ

ตัวอย่าง:

ดังนั้น คอมพิวเตอร์เครื่องนี้ต้องการ PSU ที่มีกำลังไฟประมาณ 314W

วิธีที่ 3: คำนวณเองแบบละเอียด

วิธีนี้ค่อนข้างซับซ้อน แต่แม่นยำที่สุด เพราะเราจะวัดกำลังไฟที่อุปกรณ์แต่ละชิ้นใช้จริงๆ โดยใช้เครื่องวัดกำลังไฟ (Power Meter) เสียบเข้ากับปลั๊กไฟของคอมพิวเตอร์ แล้วเปิดคอมพิวเตอร์ใช้งานตามปกติ จากนั้นอ่านค่ากำลังไฟที่เครื่องวัดได้

วิธีนี้จะช่วยให้เราทราบกำลังไฟที่คอมพิวเตอร์ต้องการจริงๆ ในการใช้งานแต่ละประเภท เช่น เล่นเกม ดูหนัง หรือทำงานเอกสาร ทำให้เราสามารถเลือก PSU ที่มีกำลังไฟเหมาะสมที่สุดได้

สมัยผมทำร้านเน็ต ผมใช้วิธีนี้วัดกำลังไฟของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง เพื่อเลือก PSU ที่เหมาะสมที่สุด ช่วยประหยัดไฟ และลดปัญหาคอมดับเองได้เยอะเลย

เลือก PSU ที่มีวัตต์สูงกว่าที่คำนวณได้

หลังจากที่เราคำนวณกำลังไฟที่คอมพิวเตอร์ต้องการได้แล้ว เราควรเลือก PSU ที่มีวัตต์สูงกว่าที่คำนวณได้ประมาณ 20-30% เพื่อให้มีเผื่อเหลือเผื่อขาด และเพื่อให้ PSU ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องเค้นกำลังจนเกินไป

ตัวอย่าง: ถ้าเราคำนวณได้ว่าคอมพิวเตอร์ต้องการ 314W เราควรเลือก PSU ที่มีกำลังไฟ 400W ขึ้นไป

นอกจากนี้ ควรเลือก PSU ที่มีมาตรฐาน 80+ (80 Plus) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพของ PSU ในการแปลงไฟจาก AC เป็น DC ยิ่งมาตรฐานสูง (80+ Bronze, 80+ Silver, 80+ Gold, 80+ Platinum, 80+ Titanium) ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพสูง และประหยัดไฟมากขึ้น

ตารางเปรียบเทียบ Power Supply แต่ละระดับ

มาตรฐาน 80+ ประสิทธิภาพ (ที่โหลด 50%) เหมาะสำหรับ
80+ White 80% คอมพิวเตอร์ทั่วไป ใช้งานเอกสาร ดูหนัง ฟังเพลง
80+ Bronze 82% คอมพิวเตอร์เล่นเกมระดับเริ่มต้น ทำงานกราฟิกเบื้องต้น
80+ Silver 85% คอมพิวเตอร์เล่นเกมระดับกลาง ทำงานกราฟิกปานกลาง
80+ Gold 87% คอมพิวเตอร์เล่นเกมระดับสูง ทำงานกราฟิกหนักๆ
80+ Platinum 90% คอมพิวเตอร์ Workstation, Server
80+ Titanium 94% คอมพิวเตอร์ Workstation, Server ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด

สรุปแล้ว การเลือก PSU ที่เหมาะสมกับคอมพิวเตอร์ของเรานั้น สำคัญมากๆ นะครับ นอกจากจะช่วยให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างราบรื่นแล้ว ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ต่างๆ และประหยัดไฟอีกด้วย

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะครับ ถ้ามีคำถามอะไรเพิ่มเติม สามารถเข้ามาพูดคุยกันได้ที่ SiamCafe Blog นะครับ

Code Snippet: ตรวจสอบ Power Supply บน Linux

สำหรับคนที่ใช้ Linux ก็มีวิธีตรวจสอบข้อมูล Power Supply ได้เช่นกัน (แต่อาจจะไม่ละเอียดเท่าการดูจากตัว PSU เอง หรือใช้ Power Meter นะ)


# ใช้ dmidecode เพื่อดูข้อมูล SMBIOS
sudo dmidecode | grep -i "power supply"

# หรือใช้ hwinfo
sudo hwinfo --power

คำสั่งเหล่านี้จะแสดงข้อมูลเกี่ยวกับ Power Supply ที่ BIOS หรือระบบปฏิบัติการตรวจเจอ อาจจะมีประโยชน์ในการตรวจสอบรุ่น หรือข้อมูลเบื้องต้นอื่นๆ

อย่าลืมแวะไปอ่านบทความอื่นๆ ที่ SiamCafe Blog นะครับ มีเรื่อง IT สนุกๆ อีกเยอะเลย

Best Practices / เคล็ดลับจากประสบการณ์

อย่าเชื่อ Watt ที่เขียนบนฉลาก 100%

สมัยผมทำร้านเน็ตใหม่ๆ โดนหลอกประจำ ไอ้ Watt เต็ม Watt แท้เนี่ย ตัวเลขสวยหรู แต่พอใช้งานจริงไม่ถึงซะงั้น วิธีแก้คือ หา Review ที่น่าเชื่อถืออ่านก่อนซื้อ หรือไม่ก็เลือก Brand ที่มีชื่อเสียงหน่อย ถึงจะแพงกว่า แต่คุ้มกว่าเยอะ

เผื่อ Watt ไว้เสมอ

คำนวณมาเป๊ะๆ แล้วก็จริง แต่เผื่อ Watt ไว้หน่อยก็ดี เผื่ออนาคตอยากอัพเกรดการ์ดจอ หรือเพิ่ม RAM จะได้ไม่ต้องเปลี่ยน PSU อีกรอบ ผมแนะนำให้เผื่อไว้ 20-30% กำลังดี

สายไฟสำคัญกว่าที่คิด

เคยเจอไหม Power Supply Watt สูง แต่สายไฟก๊องแก๊ง เส้นเล็กนิดเดียว นั่นแหละตัวปัญหา ยิ่งอุปกรณ์กินไฟเยอะ สายไฟต้องดีตามไปด้วย ไม่งั้นมีไหม้ได้เลยนะ เลือก PSU ที่สายไฟหนาๆ หน่อย จะได้มั่นใจ

เช็คค่าไฟ AC ขาเข้า

บางทีไฟบ้านเราก็ไม่นิ่ง 220V เป๊ะๆ หรอกนะ อาจจะมีไฟตก ไฟเกินบ้าง PSU ที่ดีควรมีวงจรป้องกันไฟกระชาก ไฟเกิน จะช่วยยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ของเราได้ iCafeForex ก็มีปัญหาเรื่องไฟตกบ่อย ต้องลงทุน UPS ดีๆ เลย

FAQ คำถามที่พบบ่อย

PSU 80+ คืออะไร เกี่ยวอะไรกับ Watt ที่ต้องเลือก?

80+ เป็น Certificate ที่บอกว่า PSU ตัวนี้มีประสิทธิภาพในการแปลงไฟได้ดีแค่ไหน ยิ่ง 80+ สูง (Bronze, Silver, Gold, Platinum, Titanium) ก็ยิ่งแปลงไฟได้ดี ทำให้ประหยัดไฟและมีความร้อนน้อยลง แต่ไม่ได้แปลว่า Watt จะสูงขึ้นนะ มันคนละเรื่องกัน

ถ้าใช้การ์ดจอ 2 ตัว ต้องใช้ PSU กี่ Watt?

อันนี้ต้องคำนวณละเอียดหน่อย ดู Spec การ์ดจอแต่ละตัวว่ากินไฟเท่าไหร่ แล้วบวกกับอุปกรณ์อื่นๆ ในเครื่อง (CPU, RAM, HDD/SSD, Mainboard) แล้วเผื่อ Watt เพิ่มอีก 20-30% ถึงจะได้ตัวเลขที่ถูกต้อง

PSU ราคาถูก กับ PSU ราคาแพง ต่างกันยังไง?

ต่างกันเยอะ! PSU ราคาถูกมักจะใช้วัสดุเกรดต่ำ คุณภาพไม่ดี Watt ไม่เต็ม แถมไม่มีวงจรป้องกันไฟ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดปัญหา ส่วน PSU ราคาแพง ใช้วัสดุดีกว่า Watt เต็ม มีวงจรป้องกันไฟครบครัน และมี Warranty ที่ดีกว่า

ถ้า PSU เก่า Watt ไม่พอ จะเกิดอะไรขึ้น?

เครื่องอาจจะเปิดไม่ติด, เปิดติดแล้วดับ, เล่นเกมแล้วค้าง หรือร้ายแรงสุดคือ PSU ไหม้ ทำให้ Mainboard และอุปกรณ์อื่นๆ เสียหายไปด้วย

สรุป

การเลือก Power Supply ที่เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญมาก อย่ามองข้ามเรื่องนี้เด็ดขาด คำนวณ Watt ให้ดี เผื่อ Watt ไว้หน่อย เลือก Brand ที่น่าเชื่อถือ และอย่าลืมเช็คคุณภาพสายไฟด้วย ถ้าทำตามนี้ได้ เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณก็จะใช้งานได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย SiamCafe Blog มีบทความเกี่ยวกับ IT อีกเยอะ ลองเข้าไปอ่านดูได้นะ