Network
น้องๆ เคยเจอปัญหาเน็ตบ้านอืดไหม? ดูหนังสะดุด เล่นเกมแล้วแลค? สมัยผมทำร้านเน็ตเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ปัญหาพวกนี้เป็นเรื่องปกติเลย แต่ยุคนี้มันไม่ควรแล้วนะ! Home Network Upgrade Wifi7 10GbE เนี่ย คือการยกเครื่องระบบเน็ตเวิร์คในบ้านให้แรงสุดๆ ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดสองอย่างคือ Wifi 7 กับ 10 Gigabit Ethernet (10GbE)
Wifi 7 ก็คือ Wifi รุ่นใหม่ล่าสุด เร็วกว่าเดิม เสถียรกว่าเดิม รองรับอุปกรณ์เยอะกว่าเดิม ส่วน 10GbE ก็คือสายแลนที่วิ่งด้วยความเร็ว 10 Gigabit ต่อวินาที เร็วกว่าสายแลนปกติที่เราใช้กันเป็น 10 เท่า! ลองนึกภาพว่าจากเดิมท่อส่งน้ำเล็กๆ กลายเป็นท่อใหญ่เบิ้ม น้ำก็ไหลแรงขึ้นเยอะเลย
ทำไมมันถึงสำคัญ? ก็เพราะว่ายุคนี้เราใช้อินเทอร์เน็ตกันเยอะขึ้นไง ทั้งดูหนัง 4K/8K, เล่นเกมออนไลน์, ทำงานจากบ้าน (Work From Home), เรียนออนไลน์ แถมอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) ในบ้านก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเน็ตบ้านเราไม่แรงพอ มันก็จะไม่ตอบโจทย์การใช้งานของเราไงล่ะ
Wifi ก็คือเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายที่ทำให้อุปกรณ์ต่างๆ ในบ้านเราเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องใช้สายแลน สมัยก่อนเราต่อเน็ตด้วยสายแลนอย่างเดียวเลยนะ แต่พอมี Wifi ชีวิตก็ง่ายขึ้นเยอะ แต่ Wifi ก็มีหลายมาตรฐานนะ เช่น Wifi 4 (802.11n), Wifi 5 (802.11ac), Wifi 6 (802.11ax) และล่าสุดคือ Wifi 7 (802.11be) แต่ละมาตรฐานก็มีความเร็วและประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน
Wifi 7 เนี่ยมันเร็วกว่า Wifi 6 เยอะเลยนะ แถมยังใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยลด Latency (ค่าความหน่วง) ทำให้การเล่นเกมออนไลน์หรือการใช้งานที่ต้องการความเร็วแบบ Real-time ทำได้ดีขึ้นเยอะ
Ethernet ก็คือเทคโนโลยีเครือข่ายแบบใช้สายแลนที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ สมัยผมทำร้านเน็ต Ethernet นี่แหละคือพระเอกเลย เพราะมันเสถียรและเร็วกว่า Wifi ในยุคนั้นเยอะ แต่ปัจจุบัน Wifi ก็พัฒนาไปมากแล้วนะ แต่ Ethernet ก็ยังมีความสำคัญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับอุปกรณ์ที่ต้องการความเร็วและเสถียรภาพสูง เช่น คอมพิวเตอร์สำหรับเล่นเกม หรือ NAS (Network Attached Storage)
10GbE ก็คือ Ethernet ที่วิ่งด้วยความเร็ว 10 Gigabit ต่อวินาที ซึ่งเร็วกว่า Ethernet แบบ Gigabit ที่เราใช้กันทั่วไปถึง 10 เท่า การอัพเกรดเป็น 10GbE จะช่วยให้เราสามารถถ่ายโอนไฟล์ขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว หรือสตรีมวิดีโอ 4K/8K ได้อย่างราบรื่น
การอัพเกรด Home Network เป็น Wifi7 10GbE อาจจะดูเหมือนยาก แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิดนะ เพียงแต่เราต้องทำความเข้าใจพื้นฐานและวางแผนให้ดีก่อน เริ่มจากสำรวจความต้องการของเราก่อนว่าเราต้องการอะไรจากการอัพเกรดครั้งนี้
จากนั้นก็เลือกอุปกรณ์ที่รองรับ Wifi 7 และ 10GbE เช่น Router, Switch, Network Card และตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ที่เราเลือกมาเข้ากันได้ดี และสุดท้ายก็ทำการติดตั้งและตั้งค่าอุปกรณ์ตามคู่มือ
อันดับแรกเลยคือต้องเลือกซื้อ Router ที่รองรับ Wifi 7 ก่อน ตอนนี้ Router Wifi 7 ก็เริ่มมีขายแล้ว แต่ราคาก็ยังค่อนข้างสูงอยู่ แต่ถ้าเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้มาก็ถือว่าคุ้มค่า
นอกจาก Router แล้ว เราก็ต้องเลือกซื้อ Switch ที่รองรับ 10GbE ด้วย ถ้าเรามีอุปกรณ์หลายเครื่องที่ต้องการความเร็ว 10GbE ก็ควรเลือก Switch ที่มี Port 10GbE หลาย Port หน่อย
สุดท้ายก็คือ Network Card ที่รองรับ 10GbE สำหรับคอมพิวเตอร์ของเรา ถ้าคอมพิวเตอร์ของเราไม่มี Port 10GbE เราก็ต้องซื้อ Network Card มาใส่เพิ่ม
หลังจากที่เราซื้ออุปกรณ์มาแล้ว ก็ถึงเวลาติดตั้งและตั้งค่าอุปกรณ์ ขั้นตอนการติดตั้งก็ไม่ยาก แค่เสียบสายแลนและต่อไฟเลี้ยงให้ Router และ Switch จากนั้นก็เปิด Browser แล้วเข้าไปตั้งค่า Router ตามคู่มือ
การตั้งค่า Router Wifi 7 ก็เหมือนกับการตั้งค่า Router ทั่วไป เพียงแต่เราต้องเปิดใช้งาน Wifi 7 และตั้งค่าความปลอดภัยของ Wifi ให้เรียบร้อย
สำหรับ Switch 10GbE ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแบบ Plug and Play คือเสียบสายแลนแล้วใช้งานได้เลย แต่ถ้าเราต้องการตั้งค่า VLAN หรือ QoS ก็สามารถทำได้ผ่าน Web Interface ของ Switch
ส่วน Network Card 10GbE ก็ต้องติดตั้ง Driver ก่อนใช้งาน หลังจากติดตั้ง Driver แล้ว เราก็สามารถตรวจสอบความเร็วของ Network Card ได้จาก Control Panel ของ Windows
# ตัวอย่างการตั้งค่า Network Card 10GbE บน Linux
sudo ethtool -s eth0 speed 10000 duplex full autoneg off
แน่นอนว่าการอัพเกรด Home Network เป็น Wifi7 10GbE ไม่ใช่ทางเลือกเดียว ยังมีทางเลือกอื่นอีก เช่น การใช้ Wifi 6E หรือการใช้ Powerline Adapter แต่ละทางเลือกก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน
Wifi 6E ก็เป็น Wifi รุ่นใหม่ที่เร็วกว่า Wifi 6 แต่ช้ากว่า Wifi 7 ข้อดีของ Wifi 6E คือราคาถูกกว่า Wifi 7 แต่ข้อเสียคือประสิทธิภาพไม่สูงเท่า
Powerline Adapter ก็คืออุปกรณ์ที่ใช้สายไฟในบ้านเป็นสาย Network ข้อดีของ Powerline Adapter คือไม่ต้องเดินสายแลนใหม่ แต่ข้อเสียคือความเร็วไม่เสถียรเท่า Ethernet และอาจมีปัญหาเรื่องสัญญาณรบกวน
| ทางเลือก | ข้อดี | ข้อเสีย | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|---|
| Wifi 7 10GbE | เร็ว แรง เสถียร รองรับอุปกรณ์เยอะ | ราคาสูง | คนที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด |
| Wifi 6E | เร็วกว่า Wifi 6 ราคาถูกกว่า Wifi 7 | ประสิทธิภาพไม่สูงเท่า Wifi 7 | คนที่ต้องการอัพเกรด Wifi แต่ไม่อยากจ่ายแพง |
| Powerline Adapter | ไม่ต้องเดินสายแลนใหม่ | ความเร็วไม่เสถียร อาจมีสัญญาณรบกวน | คนที่ไม่อยากเดินสายแลน |
สุดท้ายแล้วการเลือกทางเลือกไหนก็ขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณของเรา ถ้าเราต้องการประสิทธิภาพสูงสุดและมีงบประมาณเพียงพอ Wifi7 10GbE ก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ถ้าเรามีงบประมาณจำกัด ก็อาจจะลองพิจารณา Wifi 6E หรือ Powerline Adapter ดู
อย่าลืมแวะไปอ่านบทความอื่นๆ ที่ SiamCafe Blog นะ มีเรื่อง IT สนุกๆ อีกเยอะเลย!
สมัยผมทำร้านเน็ต ผมจะเน้นเรื่องความเสถียรของระบบเป็นหลัก เพราะถ้าเน็ตร้านล่ม ลูกค้าก็หายหมด แต่ยุคนี้เราต้องมองไปถึงเรื่องประสบการณ์การใช้งานด้วย เน็ตต้องแรง ต้องลื่น ต้องตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายของลูกค้า
การอัพเกรด Home Network ก็เหมือนกัน เราต้องมองไปถึงอนาคตด้วย ว่าเราจะใช้งานอินเทอร์เน็ตแบบไหนในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ถ้าเราวางแผนดีๆ การลงทุนในวันนี้ก็จะคุ้มค่าในระยะยาว
สำหรับใครที่อยากรู้เรื่อง IT เพิ่มเติม ลองเข้าไปดูที่ SiamCafe Blog ได้เลย มีบทความดีๆ เพียบ
เอาล่ะน้องๆ มาถึงตรงนี้แล้ว หลังจากที่เราปูพื้นเรื่องอุปกรณ์กันไปพอสมควร คราวนี้มาดูเทคนิคจากประสบการณ์จริงของพี่บอมกันบ้างดีกว่า สมัยผมทำร้านเน็ตนี่เจอปัญหามาเยอะแยะ บางทีเรื่องง่ายๆที่เรามองข้ามมันก็ทำให้ปวดหัวได้เหมือนกันนะ
เรื่อง IP Address นี่สำคัญมากนะน้อง สมัยก่อนร้านผมมีเครื่องเป็นร้อย ถ้า IP ชนกันนี่วุ่นวายเลย ทีนี้เราจะจัดการยังไงให้ง่าย? DHCP Server นั่นแหละตัวช่วยของเรา แต่ต้องตั้ง Range ให้ดีนะ อย่าให้มันไปชนกับ IP ของอุปกรณ์ Network อื่นๆ เช่น Router, Switch
# ตัวอย่าง DHCP Server configuration (Linux)
subnet 192.168.1.0 netmask 255.255.255.0 {
range 192.168.1.100 192.168.1.200;
option routers 192.168.1.1;
option domain-name-servers 8.8.8.8, 8.8.4.4;
}
ที่สำคัญคือ Static IP สำหรับอุปกรณ์สำคัญๆ เช่น Server, Printer, NAS กัน IP มันเปลี่ยนเอง เดี๋ยวจะงงกันไปใหญ่
VLAN คืออะไร? คิดง่ายๆ เหมือนเราแบ่งบ้านเป็นห้องๆ Network ก็เหมือนกัน เราสามารถแบ่ง Network ออกเป็นส่วนๆ ได้ด้วย VLAN เช่น VLAN สำหรับ Guest, VLAN สำหรับ IoT, VLAN สำหรับ Workstation
สมัยก่อนร้านผมใช้ VLAN แบ่งเครื่อง Server กับเครื่อง Client ออกจากกัน เพื่อความปลอดภัย และลดปัญหา Broadcast Storm
QoS (Quality of Service) คือการจัดลำดับความสำคัญของ Traffic เช่น เราอยากให้เกมออนไลน์สำคัญกว่าการโหลด BitTorrent QoS ช่วยเราได้ Router สมัยใหม่ส่วนใหญ่มี Feature นี้ ลองศึกษาดูนะ
สมัยก่อนตอนร้านผมมีลูกค้าเล่นเกมเยอะ ผมต้อง Set QoS ให้เกมสำคัญกว่า Download Manager ไม่งั้น Ping ขึ้นกระจุยกระจาย
การ Monitoring Network ช่วยให้เรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นใน Network ของเรา มี Traffic อะไรบ้าง อุปกรณ์ไหนมีปัญหา มีเครื่องมือ Open Source ดีๆ เยอะแยะที่ช่วยเราได้ เช่น Zabbix, Nagios
สมัยก่อนผมใช้ MRTG ดูกราฟ Traffic แต่เดี๋ยวนี้มีเครื่องมือที่ทันสมัยกว่าเยอะ ลองศึกษาดูนะน้อง
Wifi7 ใช้ Channel ที่กว้างขึ้น Modulation ที่ซับซ้อนขึ้น และเทคโนโลยี Multi-Link Operation ทำให้ส่งข้อมูลได้เยอะขึ้นในเวลาที่เท่ากัน ลองนึกภาพถนนที่กว้างขึ้น รถวิ่งได้เยอะขึ้นนั่นแหละ
ถ้ามีอุปกรณ์ที่ต้องการ Bandwidth สูงๆ เช่น NAS, Workstation, Server และมีการ Transfer ไฟล์ขนาดใหญ่บ่อยๆ 10Gbe ก็คุ้มที่จะลงทุน แต่ถ้าใช้แค่เล่นเน็ต ดูหนัง ฟังเพลง 1Gbe ก็ยังเพียงพอ
Router ตัวเดียวอาจจะไม่ไหว Wifi Signal มันอ่อนลงตามระยะทาง แนะนำให้ใช้ Mesh Wifi หรือเดินสาย LAN แล้วติด Access Point เพิ่ม
Mesh Wifi จะสร้าง Network เดียวกัน ทำให้ Client สามารถ Roaming ไปมาระหว่าง Node ได้โดยไม่ขาดการเชื่อมต่อ Repeater จะสร้าง Network ใหม่ ทำให้ต้อง Connect ใหม่ทุกครั้งที่ย้าย
การ Upgrade Home Network เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาและวางแผนให้ดี เลือกอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับความต้องการ จัดการ Network ให้เป็นระบบ และอย่าลืมเรื่องความปลอดภัยด้วยนะน้อง
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับน้องๆ นะ ถ้ามีคำถามอะไรเพิ่มเติม ถามมาได้เลย
iCafeForex SiamCafe Blog