IT General
เฮ้ น้องๆ! อ.บอมเองนะ จำ SiamCafe.net ได้ป่ะ? สมัยก่อนร้านเน็ตคือทุกสิ่ง ตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปเยอะ คอนเทนต์มันไม่ได้อยู่แค่ในเว็บแล้วไง มันไปอยู่บนแอป บน IoT บนนู่นนี่นั่นเต็มไปหมด Headless CMS เลยเข้ามาช่วยตรงนี้แหละ
ง่ายๆ เลย Headless CMS คือ CMS ที่ "ถอดหัว" ออก คือแยกส่วนจัดการคอนเทนต์ (backend) ออกจากส่วนแสดงผล (frontend) ปกติ CMS ทั่วไปมันรวมทุกอย่างไว้ด้วยกัน ทำให้ยืดหยุ่นน้อย พอเราอยากจะเอาคอนเทนต์ไปแสดงผลที่อื่นที่ไม่ใช่เว็บ มันก็จะยาก แต่ Headless CMS มันไม่ใช่ไง มันส่งคอนเทนต์ให้ใครก็ได้ผ่าน API จะเว็บ จะแอป จะอะไรก็แล้วแต่
ทำไมมันถึงสำคัญน่ะเหรอ? ลองนึกภาพตามนะ สมัยก่อนเรามีแต่เว็บไซต์ แต่ตอนนี้เรามีทั้งแอปมือถือ, Smart TV, IoT devices อีกสารพัด ถ้าเราใช้ CMS แบบเดิม เราต้องสร้างคอนเทนต์ซ้ำๆ กันในแต่ละแพลตฟอร์ม เหนื่อยตายเลย! Headless CMS ช่วยให้เราสร้างคอนเทนต์ครั้งเดียว แล้วส่งไปแสดงผลได้ทุกที่ ประหยัดเวลา ลดต้นทุน เพิ่มความยืดหยุ่น โคตรเจ๋งอ่ะ
Headless CMS ส่วนใหญ่เน้นการทำงานผ่าน API เป็นหลัก API คือตัวกลางที่ทำให้ระบบต่างๆ คุยกันได้ สมัยผมทำร้านเน็ต ผมต้อง config proxy server เองเลยนะ เดี๋ยวนี้ API มันง่ายกว่าเยอะ เราสามารถดึงข้อมูลคอนเทนต์จาก Headless CMS ผ่าน API แล้วเอาไปแสดงผลที่ไหนก็ได้
// ตัวอย่างการดึงข้อมูลด้วย JavaScript
fetch('https://your-headless-cms.com/api/content/article/123')
.then(response => response.json())
.then(data => {
console.log(data.title);
console.log(data.content);
});
การออกแบบ Content Model ที่ดีเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ใน Headless CMS Content Model คือการกำหนดโครงสร้างของคอนเทนต์ เช่น Article ก็จะมี Title, Content, Author, Date อะไรแบบนี้ การวางแผน Content Model ที่ดี จะช่วยให้เราจัดการคอนเทนต์ได้ง่าย และสามารถนำไปใช้ได้หลากหลายรูปแบบ
JAMstack (JavaScript, APIs, Markup) เป็นสถาปัตยกรรมเว็บที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ มันเข้ากันได้ดีกับ Headless CMS เพราะ JAMstack เน้นการสร้างเว็บไซต์แบบ Static Site Generator (SSG) ซึ่งจะดึงข้อมูลคอนเทนต์จาก Headless CMS ตอน Build Time แล้วสร้างเป็นไฟล์ HTML, CSS, JavaScript ที่พร้อมใช้งาน ทำให้เว็บไซต์โหลดเร็ว และปลอดภัย
เอาล่ะ มาถึงวิธีการใช้งาน Headless CMS กันบ้าง เริ่มต้นมันอาจจะดูยากหน่อย แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น ถ้าเราเข้าใจหลักการพื้นฐานแล้ว มันจะง่ายกว่าที่เราคิดเยอะ
Headless CMS มีให้เลือกเยอะมาก ทั้งแบบ Open Source และแบบ Commercial เราต้องเลือกให้เหมาะกับความต้องการและงบประมาณของเรา ลองดู SiamCafe Blog อาจจะมีรีวิว Headless CMS ที่น่าสนใจอยู่ก็ได้
หลังจากเลือก Headless CMS ได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสร้าง Content Model กำหนดว่าคอนเทนต์ของเราแต่ละประเภทจะมีข้อมูลอะไรบ้าง เช่น บทความ ก็จะมี ชื่อเรื่อง เนื้อหา ผู้เขียน วันที่เผยแพร่ รูปภาพ ฯลฯ
ขั้นตอนสุดท้ายคือการเชื่อมต่อ Frontend เข้ากับ Headless CMS เราสามารถใช้ Framework อะไรก็ได้ เช่น React, Vue, Angular หรือแม้แต่ Vanilla JavaScript ดึงข้อมูลคอนเทนต์ผ่าน API แล้วเอามาแสดงผลบน Frontend ของเรา
// ตัวอย่างการใช้ React ดึงข้อมูล
import React, { useState, useEffect } from 'react';
function Article(props) {
const [article, setArticle] = useState(null);
useEffect(() => {
fetch(`https://your-headless-cms.com/api/content/article/${props.id}`)
.then(response => response.json())
.then(data => setArticle(data));
}, [props.id]);
if (!article) {
return <div>Loading...</div>;
}
return (
<div>
<h1>{article.title}</h1>
<p>{article.content}</p>
</div>
);
}
export default Article;
Headless CMS ไม่ใช่ทางเลือกเดียวในการจัดการคอนเทนต์ ยังมี CMS แบบดั้งเดิม (Monolithic CMS) และ Static Site Generator (SSG) ให้เราเลือกใช้ มาดูกันว่าแต่ละทางเลือกมีข้อดีข้อเสียยังไง
| ทางเลือก | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|
| Monolithic CMS (เช่น WordPress, Drupal) | ใช้งานง่าย, มี Plugin เยอะ, เหมาะกับเว็บไซต์ทั่วไป | ยืดหยุ่นน้อย, Scalability ต่ำ, Security ไม่ดีเท่า Headless CMS |
| Headless CMS (เช่น Contentful, Strapi) | ยืดหยุ่นสูง, Scalability ดี, Security ดี, รองรับ Multi-Channel | ต้องมีความรู้ด้าน Development, อาจจะต้องเขียน Code เองเยอะ |
| Static Site Generator (เช่น Next.js, Gatsby) | โหลดเร็ว, Security ดี, เหมาะกับเว็บไซต์ที่ไม่ต้องการ Dynamic Content มากนัก | ต้อง Rebuild เว็บไซต์ทุกครั้งที่มีการแก้ไข Content, ไม่เหมาะกับเว็บไซต์ที่มี Content เยอะ |
จะเห็นได้ว่าแต่ละทางเลือกก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป เราต้องเลือกให้เหมาะกับ Project ของเรา ถ้าเป็นเว็บไซต์ทั่วไปที่ไม่ซับซ้อน WordPress ก็อาจจะเพียงพอ แต่ถ้าต้องการความยืดหยุ่นสูง รองรับ Multi-Channel และ Security เป็นสิ่งสำคัญ Headless CMS คือคำตอบสุดท้าย
สมัยผมทำ SiamCafe.net ผมใช้ CMS แบบเดิมๆ นี่แหละ แต่ถ้าให้เลือกใหม่ ผมคงเลือก Headless CMS ไปแล้ว เพราะมันตอบโจทย์โลกยุคนี้มากกว่าเยอะ ลองเข้าไปดู SiamCafe Blog เพิ่มเติมได้นะ อาจจะมีบทความเกี่ยวกับ Headless CMS ที่น่าสนใจอีกเยอะเลย
เฮ้ น้องๆ สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe เมื่อ 20 กว่าปีก่อนเนี่ย เรื่อง CMS นี่แทบจะไม่มีใครรู้จักเลยมั้ง แต่พอมาถึงยุค Headless CMS เนี่ย มันเปลี่ยนโลกไปเยอะจริงๆ สิ่งที่ผมอยากจะแชร์จากประสบการณ์ IT กว่า 28 ปี คือ อย่ามองข้ามเรื่อง "ความง่ายในการใช้งาน" นะเว้ย
เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่จะใช้งานจริงๆ ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์อย่างเดียว แต่เป็น Content Editor, Marketing Team หรือแม้แต่เจ้าของธุรกิจเอง ถ้า CMS มันยากเกินไป พวกเค้าก็จะไม่ใช้ แล้วเราก็จะเสียเวลาทำไปฟรีๆ
เรื่อง API เนี่ยสำคัญสุดๆ ลองนึกภาพว่าเรากำลังสร้างบ้าน แล้ว API คือประตูหน้าต่าง ถ้าประตูหน้าต่างไม่ดี บ้านก็ใช้งานลำบาก Headless CMS ที่ดีต้องมี API ที่เข้าใจง่าย, Documentation ครบถ้วน, และ Performance ดีเยี่ยม
// ตัวอย่างการเรียก API ด้วย Javascript (fetch)
fetch('https://your-headless-cms.com/api/content/article/123')
.then(response => response.json())
.then(data => {
console.log(data);
});
Content Model คือโครงสร้างของข้อมูล เช่น Article จะมี Title, Body, Author, Date อะไรพวกนี้ การออกแบบ Content Model ให้ดีตั้งแต่แรก จะช่วยลดปัญหาในอนาคตได้เยอะมาก สมัยผมทำเว็บ SiamCafe Blog เอง ก็เคยเจอปัญหาออกแบบ Content Model ไม่ดี ทำให้ต้องมาแก้กันทีหลัง เสียเวลาสุดๆ
ลองคิดถึงตู้เสื้อผ้า ถ้าเราจัดระเบียบตู้เสื้อผ้าไม่ดี หาอะไรก็ยาก Content Model ก็เหมือนกัน
Headless CMS ส่วนใหญ่มักจะเน้นเรื่อง Performance อยู่แล้ว แต่เราก็ต้องช่วยเค้าด้วยการใช้ Caching ให้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น Server-side Caching หรือ Client-side Caching จะช่วยลด Load บน Server และทำให้เว็บเราโหลดเร็วขึ้นมากๆ
เรื่อง Security นี่สำคัญสุดๆ เพราะข้อมูล Content เรามีค่ามากๆ ต้องมั่นใจว่า Headless CMS ที่เราเลือกมี Security ที่ดี มีการ Update Patch อย่างสม่ำเสมอ และเราเองก็ต้องตั้ง Password ที่แข็งแรง และระมัดระวังเรื่อง Authentication ด้วย
Headless CMS เหมาะกับคนที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง และต้องการแยกส่วน Content ออกจาก Presentation Layer เช่น องค์กรใหญ่ๆ ที่มีหลาย Website, Mobile App, หรือ Digital Signage
จริงๆ แล้ว Headless CMS ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ถ้าเราเข้าใจ Concept และเลือก CMS ที่มี Documentation ที่ดี และมี Community ที่แข็งแรง ก็จะช่วยให้เราเรียนรู้ได้เร็วขึ้นเยอะ
มีเยอะแยะเลยน้อง ลอง Search ใน Google ดู จะมี Headless CMS Open Source ให้เราลองเล่นเยอะมาก แต่ก็ต้องดูเรื่อง License และ Community ด้วยนะ SiamCafe Blog ก็เคยเขียนรีวิว CMS ฟรีไว้ ลองไปอ่านดูได้
อย่างแรกเลยคือต้องดู Requirements ของโปรเจกต์เราก่อน ว่าต้องการอะไรบ้าง แล้วก็ลอง List Headless CMS ที่ตอบโจทย์ออกมา แล้วก็ลองเข้าไปเล่น Demo ดู ลองดูว่า UI/UX เป็นยังไง API เป็นยังไง Documentation ดีไหม แล้วก็ค่อยตัดสินใจ
Headless CMS เป็น Tool ที่มีประโยชน์มากๆ แต่ก็ต้องเลือกให้เหมาะสมกับโปรเจกต์ของเรา อย่าลืมเรื่องความง่ายในการใช้งาน, API ที่ดี, Content Model ที่ดี, Caching, และ Security นะครับ สุดท้ายนี้อย่าลืมไปลงทุนกับความรู้ด้วย iCafeForex