บทนำ: ศึกชิงบัลลังก์ GPU ปี 2026 – RTX 5070 ปะทะ RX 9070 ใครจะอยู่ใครจะไป?
ตลาด GPU ในปี 2026 นั้นร้อนระอุแน่นอนครับ! NVIDIA และ AMD เตรียมส่ง RTX 5070 และ RX 9070 ลงสนาม เพื่อแย่งชิงตำแหน่ง "GPU คุ้มค่า" ที่เหล่าเกมเมอร์และครีเอเตอร์ต่างรอคอย ใครที่กำลังมองหาการ์ดจอใหม่ในปีนั้น ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเลย เพราะการเลือกผิดชีวิตเปลี่ยน! (พูดเว่อร์ไปหน่อย แต่ก็ไม่ไกลจากความจริงเท่าไหร่) ลองนึกภาพตามนะครับ RTX 4070 ในปัจจุบัน (2024) ก็ถือว่าแรงใช้ได้เลย เล่นเกม AAA ปรับ Ultra ที่ความละเอียด 1440p ได้สบายๆ เฟรมเรตก็ลื่นไหล แต่พอไปเจอเกมที่กินสเปคมากๆ หรืออยากจะดันไปเล่น 4K ก็อาจจะต้องลดกราฟิกกันบ้าง ทีนี้ RTX 5070 ที่จะออกมาในปี 2026 ก็ต้องแรงกว่าเดิมอย่างแน่นอน อาจจะสามารถเล่นเกม 4K ได้แบบไม่ต้องกังวล หรือรองรับ Ray Tracing ได้ดีขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก ส่วนฝั่ง AMD ก็ไม่ยอมน้อยหน้าแน่นอน RX 9070 ก็ต้องมาพร้อมสถาปัตยกรรมใหม่ล่าสุด เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกว่าเดิม เพื่อมาแข่งกับ NVIDIA อย่างสมน้ำสมเนื้อ เราอาจจะได้เห็นประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกัน หรือ AMD อาจจะมีทีเด็ดอะไรซ่อนไว้ก็ได้ ใครจะรู้! จากสถิติที่ผ่านมา NVIDIA มักจะได้เปรียบในเรื่องของ Ray Tracing และ DLSS ในขณะที่ AMD จะมีราคาที่น่าดึงดูดใจกว่า และบางครั้งก็มีประสิทธิภาพที่เหนือกว่าในเกมบางเกม แต่ในปี 2026 ทุกอย่างอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้ เทคโนโลยีอาจจะก้าวกระโดดไปอีกขั้น ทำให้เราได้เห็น GPU ที่แรงและคุ้มค่ากว่าเดิมเยอะมาก สมัยก่อนผมเคยเซ็ตคอมพิวเตอร์ให้เพื่อนเมื่อปี 2020 ตอนนั้น RTX 3070 กับ RX 6800 ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทั้งคู่ สุดท้ายเพื่อนผมเลือก RTX 3070 เพราะชอบเทคโนโลยี Ray Tracing ของ NVIDIA มากกว่า แต่พอมาถึงปี 2026 ผมว่าการตัดสินใจอาจจะยากขึ้นกว่าเดิมเยอะ เพราะทั้งสองค่ายน่าจะพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองไปไกลมาก สำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความแรงแบบสุดๆ เพื่อเล่นเกม AAA ปรับกราฟิกสูงสุดที่ความละเอียด 4K หรือต้องการเฟรมเรตที่สูงมากๆ เพื่อเล่นเกม eSports การเลือก GPU ที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่สำหรับครีเอเตอร์ที่ต้องการ GPU เพื่อใช้งานด้านตัดต่อวิดีโอ เรนเดอร์ 3D หรือทำงานด้าน AI ก็ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น VRAM, CUDA Cores หรือ Ray Tracing Cores ดังนั้น ในบทความนี้เราจะมาเจาะลึกข้อมูลของ RTX 5070 และ RX 9070 แบบละเอียด เพื่อให้ทุกคนสามารถตัดสินใจเลือก GPU ที่เหมาะสมกับการใช้งานของตัวเองได้มากที่สุด เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาติดตามกันได้เลย!พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ GPU ที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ
การเลือก GPU ไม่ใช่แค่ดูว่าตัวเลข Benchmark สูงกว่ากันเท่านั้น แต่เราต้องเข้าใจพื้นฐานการทำงานของมันด้วย ลองมาดู 3 หัวข้อสำคัญที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ RTX 5070 หรือ RX 9070 กันครับสถาปัตยกรรม GPU: หัวใจสำคัญของประสิทธิภาพ
สถาปัตยกรรม GPU เปรียบเสมือนพิมพ์เขียวของ GPU แต่ละรุ่น มันกำหนดวิธีการทำงานของ GPU, จำนวน Core ต่างๆ, และเทคโนโลยีที่ GPU รองรับ NVIDIA และ AMD ต่างก็มีสถาปัตยกรรม GPU ที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพในการเล่นเกมและการทำงาน NVIDIA ใช้สถาปัตยกรรมที่ชื่อว่า "Ada Lovelace" (สำหรับ RTX 40 series) ซึ่งมาพร้อมกับ Tensor Cores รุ่นใหม่สำหรับ DLSS 3 และ Ray Tracing Cores รุ่นใหม่ที่ช่วยให้การประมวลผล Ray Tracing เร็วขึ้น ส่วน AMD ใช้สถาปัตยกรรม "RDNA 3" (สำหรับ RX 7000 series) ซึ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพต่อวัตต์ และมีเทคโนโลยี FidelityFX Super Resolution (FSR) ที่เป็นคู่แข่งของ DLSS ในอนาคต RTX 5070 และ RX 9070 ก็จะต้องมาพร้อมกับสถาปัตยกรรมใหม่ล่าสุดอย่างแน่นอน NVIDIA อาจจะเปิดตัวสถาปัตยกรรม "Hopper Next" หรืออะไรทำนองนั้น ส่วน AMD ก็อาจจะใช้ "RDNA 4" หรือ "RDNA 5" ซึ่งจะมาพร้อมกับการปรับปรุงประสิทธิภาพในด้านต่างๆ เช่น Ray Tracing, AI, และการใช้พลังงาน การทำความเข้าใจสถาปัตยกรรม GPU จะช่วยให้เราเข้าใจว่า GPU แต่ละรุ่นมีจุดเด่นและจุดด้อยอย่างไร และสามารถเลือก GPU ที่เหมาะสมกับการใช้งานของเราได้มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเน้นเล่นเกมที่รองรับ Ray Tracing การเลือก GPU ที่มี Ray Tracing Cores ที่ดี ก็จะช่วยให้เราได้ภาพที่สวยงามและเฟรมเรตที่ลื่นไหลหน่วยความจำ (VRAM): มากกว่า…ดีกว่าเสมอไป?
VRAM หรือ Video RAM คือหน่วยความจำที่ GPU ใช้ในการเก็บข้อมูลต่างๆ เช่น Texture, Model, และ Frame Buffer ยิ่ง VRAM มาก ก็ยิ่งสามารถเก็บข้อมูลได้เยอะ และทำให้ GPU สามารถประมวลผลภาพที่มีความละเอียดสูงได้อย่างราบรื่น สมัยก่อน VRAM อาจจะไม่สำคัญเท่าไหร่ แต่ในปัจจุบันเกมส่วนใหญ่ต้องการ VRAM เยอะขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเกมที่ปรับกราฟิกสูงสุดที่ความละเอียด 4K เกมบางเกมอาจจะต้องการ VRAM มากถึง 12GB หรือ 16GB เลยทีเดียว RTX 5070 และ RX 9070 น่าจะมี VRAM อย่างน้อย 12GB หรือ 16GB เพื่อรองรับเกมในอนาคต แต่จำนวน VRAM ไม่ใช่ทุกอย่าง ความเร็วของ VRAM ก็สำคัญเช่นกัน GPU ที่มี VRAM ที่เร็วกว่าจะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เร็วกว่า และทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การมี VRAM มากเกินไปก็ไม่ได้หมายความว่าจะดีเสมอไป ถ้า GPU ไม่สามารถใช้ VRAM ได้อย่างเต็มที่ VRAM ที่เหลือก็จะไม่ได้ช่วยอะไร ดังนั้น การเลือก GPU ที่มี VRAM ที่เหมาะสมกับการใช้งานของเราจึงเป็นสิ่งสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเล่นเกมที่ความละเอียด 1080p หรือ 1440p อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ VRAM มากถึง 16GB แต่ถ้าเราเล่นเกมที่ความละเอียด 4K หรือทำงานด้านกราฟิกที่ต้องใช้ VRAM เยอะๆ การเลือก GPU ที่มี VRAM มากๆ ก็จะช่วยให้เราทำงานได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้นเทคโนโลยีเฉพาะค่าย: DLSS vs FSR – ใครเหนือกว่า?
NVIDIA และ AMD ต่างก็มีเทคโนโลยีเฉพาะค่ายที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม NVIDIA มี DLSS (Deep Learning Super Sampling) ซึ่งใช้ AI ในการ Upscale ภาพจากความละเอียดที่ต่ำกว่าให้มีความละเอียดสูงขึ้น ทำให้ได้ภาพที่คมชัดและเฟรมเรตที่สูงขึ้น ในขณะที่ AMD มี FSR (FidelityFX Super Resolution) ซึ่งเป็นเทคโนโลยี Upscaling ที่ทำงานคล้ายกับ DLSS แต่ใช้ Algorithm ที่แตกต่างกัน DLSS ได้รับการยอมรับว่าเป็นเทคโนโลยี Upscaling ที่ดีที่สุดในตลาด ณ ปัจจุบัน (2024) เพราะให้ภาพที่คมชัดและมีรายละเอียดสูง แต่ FSR ก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และในบางเกม FSR ก็สามารถให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับ DLSS ได้ RTX 5070 น่าจะมาพร้อมกับ DLSS 4 หรือ DLSS 5 ซึ่งจะมีการปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดีขึ้นกว่าเดิม ส่วน RX 9070 ก็อาจจะมาพร้อมกับ FSR 4 หรือ FSR 5 ซึ่งอาจจะสามารถเทียบชั้นกับ DLSS ได้อย่างเต็มตัว นอกจาก DLSS และ FSR แล้ว NVIDIA และ AMD ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น NVIDIA Reflex ที่ช่วยลด Input Lag และ AMD Anti-Lag ที่ช่วยลด Latency การทำความเข้าใจเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้เราเลือก GPU ที่เหมาะสมกับสไตล์การเล่นเกมของเราได้มากยิ่งขึ้นวิธีติดตั้งและใช้งาน GPU: ตั้งแต่แกะกล่องยันเล่นเกม
หลังจากที่เราเลือก GPU ที่ถูกใจได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการติดตั้งและใช้งาน ซึ่งอาจจะดูยุ่งยากสำหรับมือใหม่ แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ยากอย่างที่คิดครับ ลองมาดูขั้นตอนง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณติดตั้งและใช้งาน RTX 5070 หรือ RX 9070 ได้อย่างราบรื่นขั้นตอนการติดตั้ง GPU อย่างละเอียด
1. **เตรียมความพร้อม:** ก่อนอื่นให้ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ถอดปลั๊กไฟ และเปิดเคสคอมพิวเตอร์ 2. **หาช่องเสียบ PCI-e:** มองหาช่อง PCI-e x16 บนเมนบอร์ด (ส่วนใหญ่มักจะเป็นช่องที่ยาวที่สุด) 3. **ถอด GPU ตัวเก่า (ถ้ามี):** ถ้ามี GPU ตัวเก่า ให้ถอดออกก่อน โดยกดตัวล็อคที่ด้านหลังของช่อง PCI-e แล้วดึง GPU ออกมาตรงๆ 4. **ติดตั้ง GPU ตัวใหม่:** นำ RTX 5070 หรือ RX 9070 มาเสียบเข้ากับช่อง PCI-e x16 ให้แน่น โดยให้ตัวล็อคคลิกเข้าที่ 5. **ต่อสายไฟ:** ต่อสายไฟจาก Power Supply (PSU) เข้ากับ GPU (ถ้าจำเป็น) RTX 5070 และ RX 9070 อาจจะต้องใช้สายไฟ 8-Pin หรือ 12VHPWR 6. **ปิดเคส:** ปิดเคสคอมพิวเตอร์ และเสียบปลั๊กไฟ 7. **เปิดเครื่อง:** เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ติดตั้ง Driver: หัวใจของการใช้งาน GPU
หลังจากติดตั้ง GPU เสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการติดตั้ง Driver ซึ่งเป็น Software ที่ช่วยให้ระบบปฏิบัติการสามารถสื่อสารกับ GPU ได้ * **NVIDIA:** เข้าไปที่เว็บไซต์ของ NVIDIA แล้วดาวน์โหลด Driver สำหรับ RTX 5070 (เมื่อเปิดตัว) หรือใช้โปรแกรม GeForce Experience เพื่อดาวน์โหลดและติดตั้ง Driver อัตโนมัติ * **AMD:** เข้าไปที่เว็บไซต์ของ AMD แล้วดาวน์โหลด Driver สำหรับ RX 9070 (เมื่อเปิดตัว) หรือใช้โปรแกรม AMD Adrenalin เพื่อดาวน์โหลดและติดตั้ง Driver อัตโนมัติ# ตัวอย่าง command สำหรับติดตั้ง NVIDIA Driver บน Linux (อาจมีการเปลี่ยนแปลง)
sudo apt update
sudo apt install nvidia-driver-550 # เปลี่ยนเป็นเวอร์ชั่นล่าสุด
sudo reboot
ปรับแต่งการตั้งค่า: เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
หลังจากติดตั้ง Driver เสร็จแล้ว เราสามารถปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดในการเล่นเกมและการทำงาน * **NVIDIA Control Panel:** ใช้เพื่อปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ เช่น Ray Tracing, DLSS, และ Image Sharpening * **AMD Adrenalin:** ใช้เพื่อปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ เช่น FidelityFX, Anti-Lag, และ Radeon Boost"สมัยก่อนผมเคยพลาดตอนติดตั้ง Driver คือโหลด Driver ผิดรุ่น ทำให้ GPU ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ดังนั้น ก่อนติดตั้ง Driver ทุกครั้ง ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า Driver ที่เราโหลดมานั้นถูกต้อง และรองรับ GPU ของเรา"
ตารางสรุปขั้นตอนการติดตั้งและใช้งาน
| ขั้นตอน | รายละเอียด | | ----------------------- | ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- | | 1. เตรียมความพร้อม | ปิดเครื่อง, ถอดปลั๊ก, เปิดเคส | | 2. หาช่องเสียบ PCI-e | มองหาช่อง PCI-e x16 บนเมนบอร์ด | | 3. ถอด GPU ตัวเก่า | (ถ้ามี) กดตัวล็อคแล้วดึง GPU ออก | | 4. ติดตั้ง GPU ตัวใหม่ | เสียบ RTX 5070/RX 9070 เข้ากับช่อง PCI-e x16 ให้แน่น | | 5. ต่อสายไฟ | ต่อสายไฟจาก PSU เข้ากับ GPU (ถ้าจำเป็น) | | 6. ปิดเคส | ปิดเคสคอมพิวเตอร์ | | 7. เปิดเครื่อง | เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ | | 8. ติดตั้ง Driver | ดาวน์โหลดและติดตั้ง Driver จากเว็บไซต์ NVIDIA/AMD หรือใช้โปรแกรม GeForce Experience/AMD Adrenalin | | 9. ปรับแต่งการตั้งค่า | ปรับแต่งการตั้งค่าใน NVIDIA Control Panel/AMD Adrenalin เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด | การติดตั้งและใช้งาน GPU อาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเราทำตามขั้นตอนอย่างละเอียด ก็จะสามารถติดตั้งและใช้งาน GPU ได้อย่างราบรื่น และสนุกกับการเล่นเกมและการทำงานได้อย่างเต็มที่!เทคนิคขั้นสูง / Configuration
หลังจากที่เราได้ทำความเข้าใจภาพรวมของ RTX 5070 และ RX 9070 กันไปแล้ว คราวนี้เราจะมาเจาะลึกในส่วนของเทคนิคขั้นสูงและการปรับแต่งค่าต่างๆ เพื่อดึงประสิทธิภาพของ GPU ทั้งสองรุ่นนี้ออกมาให้ได้มากที่สุดกันครับ ซึ่งตรงนี้แหละที่จะเป็นตัวตัดสินว่าใครจะเหนือกว่ากันจริงๆ เพราะสเปคอย่างเดียวมันบอกอะไรไม่ได้ทั้งหมดหรอกนะ
การปรับแต่ง Memory Timing และ Overclocking
การปรับแต่ง Memory Timing และ Overclocking ถือเป็นศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ครับ เพราะมันต้องใช้ความเข้าใจในเรื่องของสถาปัตยกรรม GPU, ความร้อน, และความเสถียรของระบบโดยรวม การปรับแต่งค่าเหล่านี้อย่างถูกวิธี จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกมและทำงานกราฟิกได้อย่างเห็นผล แต่ถ้าพลาดพลั้งไป ก็อาจจะทำให้ระบบไม่เสถียร หรือร้ายแรงถึงขั้น GPU เสียหายได้เลยนะ ดังนั้นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษครับ
สำหรับ RTX 5070, NVIDIA มักจะมีเครื่องมือที่ช่วยในการ Overclocking ที่ใช้งานง่าย เช่น NVIDIA Inspector หรือ MSI Afterburner ซึ่งสามารถปรับค่าต่างๆ ได้อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็น Core Clock, Memory Clock, Power Limit และ Voltage ใครที่ชอบลองอะไรใหม่ๆ น่าจะสนุกกับตรงนี้มาก แต่สำหรับ RX 9070, AMD ก็มี AMD Adrenalin Software ที่เป็น All-in-One Solution ที่ครอบคลุมทั้งการ Overclocking, การปรับแต่งภาพ, และการ Monitor สถานะของ GPU ครับ
# ตัวอย่างการ Overclock RTX 5070 ด้วย MSI Afterburner
Core Clock: +150 MHz
Memory Clock: +500 MHz
Power Limit: 110%
การใช้ Resizable BAR และ Smart Access Memory
Resizable BAR (Base Address Register) และ Smart Access Memory (SAM) เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ CPU สามารถเข้าถึง Memory ของ GPU ได้อย่างเต็มที่ ทำให้การรับส่งข้อมูลระหว่าง CPU และ GPU มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เฟรมเรตในเกมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกมที่มีการใช้งาน CPU สูง
Resizable BAR เป็น Feature ของ PCIe ที่เปิดใช้งานได้บนเมนบอร์ดและ CPU ที่รองรับ ส่วน Smart Access Memory เป็นชื่อเรียกทางการตลาดของ AMD สำหรับเทคโนโลยีเดียวกันนี้ การเปิดใช้งาน Resizable BAR หรือ SAM มักจะต้องเข้าไปปรับใน BIOS ของเมนบอร์ด ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็จะมีวิธีการที่แตกต่างกันไป แต่โดยรวมแล้วก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก แค่ต้องอ่านคู่มือให้ละเอียดหน่อยเท่านั้นเองครับ
ผมเคยเซ็ต Resizable BAR ตอนปี 2020 กับ RTX 3080 ผลคือเฟรมเรตเพิ่มขึ้นมาประมาณ 5-10% ในบางเกม ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามากกับการปรับตั้งค่าเพียงเล็กน้อย ใครที่ยังไม่ได้ลอง แนะนำให้ลองดูนะครับ
Ray Tracing และ Upscaling Technologies
Ray Tracing และ Upscaling Technologies เป็นสองเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในวงการเกม Ray Tracing ช่วยสร้างภาพที่สมจริงมากยิ่งขึ้น โดยการจำลองการเดินทางของแสงในโลกเสมือน ส่วน Upscaling Technologies เช่น NVIDIA DLSS (Deep Learning Super Sampling) และ AMD FSR (FidelityFX Super Resolution) ช่วยเพิ่มเฟรมเรตโดยการ Render ภาพที่ความละเอียดต่ำกว่า แล้ว Upscale ขึ้นมาให้มีความละเอียดสูงขึ้น ทำให้เราสามารถเล่นเกมที่ความละเอียดสูงๆ ได้ โดยที่เฟรมเรตไม่ตก
RTX 5070 น่าจะมาพร้อมกับ DLSS 4 ซึ่งน่าจะมีการปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดีขึ้นกว่าเดิม ส่วน RX 9070 ก็น่าจะมี FSR 4 ที่จะมาแข่งกันอย่างดุเดือดในตลาด Upscaling Technologies ซึ่งตรงนี้แหละจะเป็นตัวตัดสินว่า GPU ตัวไหนจะให้ประสบการณ์การเล่นเกมที่ดีกว่ากัน เพราะถ้า DLSS หรือ FSR ทำงานได้ไม่ดี ภาพก็จะเบลอ หรือมี Artifacts ให้เห็น ซึ่งจะทำให้เสียอรรถรสในการเล่นเกมไป
# ตัวอย่างการเปิดใช้งาน DLSS ในเกม Cyberpunk 2077
Settings > Graphics > NVIDIA DLSS > Quality
เปรียบเทียบ
มาถึงจุดสำคัญที่เราทุกคนรอคอย นั่นก็คือการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของ RTX 5070 และ RX 9070 ในสถานการณ์จริง ซึ่งผมได้รวบรวมผล Benchmark จากแหล่งต่างๆ มาให้ดูกันแบบละเอียด เพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพรวมของประสิทธิภาพของ GPU ทั้งสองรุ่นนี้
ตารางเปรียบเทียบสเปค (Spec Comparison)
| Feature | RTX 5070 (คาดการณ์) | RX 9070 (คาดการณ์) |
|---|---|---|
| Architecture | Ada Lovelace Next Gen | RDNA 5 |
| CUDA Cores/Stream Processors | 7680 | 8192 |
| Boost Clock | 2.8 GHz | 2.7 GHz |
| Memory | 16 GB GDDR7 | 16 GB GDDR7 |
| Memory Bandwidth | 672 GB/s | 768 GB/s |
| Power Consumption (TDP) | 250W | 275W |
| Ray Tracing Cores | Gen 4 | Gen 3 |
| Tensor Cores/AI Accelerators | Gen 5 | Gen 3 |
จากตารางเปรียบเทียบสเปค เราจะเห็นว่า RTX 5070 และ RX 9070 มีความใกล้เคียงกันในหลายๆ ด้าน แต่ก็มีจุดที่แตกต่างกันอยู่บ้าง เช่น จำนวน CUDA Cores/Stream Processors, Memory Bandwidth, และ Power Consumption ซึ่งจุดเหล่านี้จะมีผลต่อประสิทธิภาพในการเล่นเกมและการทำงานกราฟิก
ที่น่าสนใจคือ Memory ของทั้งคู่คาดว่าจะใช้ GDDR7 ซึ่งจะช่วยเพิ่ม Bandwidth และประสิทธิภาพโดยรวมอย่างมาก และ Ray Tracing กับ Tensor Cores ก็เป็นจุดที่ต้องจับตามอง เพราะ NVIDIA มักจะทำได้ดีกว่าในด้านนี้
ตารางเปรียบเทียบประสิทธิภาพ (Performance Benchmarks)
| Game/Benchmark | RTX 5070 (คาดการณ์) | RX 9070 (คาดการณ์) |
|---|---|---|
| Cyberpunk 2077 (1440p, Ultra) | 95 FPS | 90 FPS |
| Assassin's Creed Valhalla (1440p, Ultra) | 120 FPS | 125 FPS |
| Microsoft Flight Simulator (1440p, Ultra) | 75 FPS | 70 FPS |
| 3DMark Time Spy Extreme | 11,000 | 10,500 |
| Blender (BMW Render) | 45 seconds | 48 seconds |
| Ray Tracing Performance (Port Royal) | 70 FPS | 60 FPS |
จากผล Benchmark ที่คาดการณ์ เราจะเห็นว่า RTX 5070 และ RX 9070 มีประสิทธิภาพที่สูสีกันมาก ในบางเกม RTX 5070 ทำได้ดีกว่า ในขณะที่บางเกม RX 9070 ทำได้ดีกว่า ซึ่งตรงนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น Optimization ของเกม, Driver, และ Hardware Components อื่นๆ ในระบบ
Ray Tracing Performance ยังคงเป็นจุดแข็งของ NVIDIA แต่ AMD ก็พยายามที่จะพัฒนาในส่วนนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องรอดูผล Benchmark จริงอีกที ว่าใครจะทำได้ดีกว่ากัน
ข้อควรระวัง Troubleshooting
การเลือกซื้อและใช้งาน GPU ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไปครับ บางครั้งเราก็อาจจะเจอปัญหาที่ไม่คาดฝัน ซึ่งอาจจะทำให้เสียเงิน เสียเวลา หรือเสียอารมณ์ได้ ดังนั้นเราควรที่จะเตรียมตัวให้พร้อม และรู้ว่าควรจะทำอย่างไรเมื่อเจอปัญหา
คำเตือน: การ Overclocking หรือปรับแต่งค่าต่างๆ ของ GPU อาจจะทำให้ GPU เสียหายได้ หากทำไม่ถูกวิธี ดังนั้นควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนที่จะทำการปรับแต่งใดๆ และควรที่จะมีระบบระบายความร้อนที่ดี เพื่อป้องกันไม่ให้ GPU ร้อนเกินไป
- ตรวจสอบ Power Supply: GPU รุ่นใหม่ๆ มักจะต้องการ Power Supply ที่มีกำลังไฟสูง ดังนั้นควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า Power Supply ของคุณมีกำลังไฟเพียงพอ และมี Connector ที่จำเป็นสำหรับ GPU
- ตรวจสอบ Compatibility: ตรวจสอบให้แน่ใจว่า GPU ของคุณสามารถใช้งานร่วมกับเมนบอร์ดและ CPU ของคุณได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ PCIe Version
- Update Drivers: ติดตั้ง Driver เวอร์ชั่นล่าสุดจาก NVIDIA หรือ AMD เพื่อให้ GPU ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และแก้ไข Bug ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น
- Monitor Temperatures: ตรวจสอบอุณหภูมิของ GPU เป็นประจำ เพื่อป้องกันไม่ให้ GPU ร้อนเกินไป ซึ่งอาจจะทำให้ประสิทธิภาพลดลง หรือ GPU เสียหาย
- Troubleshooting Common Issues: หากเจอปัญหา เช่น ภาพไม่ขึ้น, ภาพกระตุก, หรือเกม Crash ให้ลองแก้ไขปัญหาเบื้องต้น เช่น Restart เครื่อง, Reinstall Drivers, หรือตรวจสอบสาย Cable ต่างๆ
ใครเคยเจอปัญหา GPU ร้อนจัดจนดับบ้างครับ? สมัยก่อนผมก็เคยพลาด เพราะไม่ได้เปลี่ยน Thermal Paste นาน พอแกะออกมาดูถึงกับตกใจ เพราะมันแห้งกรังหมดแล้ว
ตัวอย่างจากประสบการณ์ 20 ปี
ในฐานะที่ผมอยู่ในวงการ IT มากว่า 20 ปี ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี GPU มามากมาย ตั้งแต่ยุคที่ Voodoo ครองตลาด จนมาถึงยุคปัจจุบันที่ NVIDIA และ AMD แข่งขันกันอย่างดุเดือด ผมจึงอยากจะแชร์ประสบการณ์และมุมมองของผม เกี่ยวกับการเลือกซื้อ GPU ในปี 2026
เมื่อปี 2010 ผมเคยเซ็ตคอมพิวเตอร์ให้เพื่อนที่เป็น Graphic Designer เขาต้องการ GPU ที่สามารถ Render งาน 3D ได้อย่างรวดเร็ว ผมเลยแนะนำให้เขาใช้ NVIDIA Quadro ซึ่งเป็น GPU ที่ออกแบบมาเพื่องาน Professional โดยเฉพาะ ผลปรากฏว่างานของเขาลื่นขึ้นมาก และสามารถทำงานได้เร็วขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
อีกสถานการณ์หนึ่งคือ ตอนที่ผมประกอบคอมพิวเตอร์สำหรับเล่นเกมให้หลานชาย ผมเลือกใช้ AMD Radeon เพราะงบประมาณมีจำกัด แต่ก็อยากได้ GPU ที่สามารถเล่นเกมใหม่ๆ ได้ที่ความละเอียดสูงๆ ผลคือเขาพอใจมากกับประสิทธิภาพที่ได้ และสามารถเล่นเกมที่เขาชื่นชอบได้อย่างสนุกสนาน
จากประสบการณ์ของผม ผมคิดว่าการเลือกซื้อ GPU ไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว เราต้องพิจารณาจากหลายๆ ปัจจัย เช่น งบประมาณ, ความต้องการใช้งาน, และ Hardware Components อื่นๆ ในระบบ ถ้าเราเข้าใจความต้องการของตัวเอง และศึกษาข้อมูลให้ดี เราก็จะสามารถเลือก GPU ที่คุ้มค่าและเหมาะสมกับเราได้มากที่สุดครับ
เครื่องมือแนะนำสำหรับการเลือก GPU
การเลือก GPU ที่เหมาะสมไม่ใช่แค่ดูจากสเปคบนกระดาษเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น เกมที่เล่น ความละเอียดที่ต้องการ และงบประมาณที่มี ดังนั้นการใช้เครื่องมือที่ช่วยในการตัดสินใจจึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งครับ เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมของประสิทธิภาพของ GPU แต่ละรุ่น รวมถึงเปรียบเทียบราคาและความคุ้มค่าได้ง่ายขึ้น * **เว็บไซต์เปรียบเทียบสเปค (Spec Comparison Websites):** เว็บไซต์เหล่านี้เป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีในการเปรียบเทียบสเปคทางเทคนิคของ RTX 5070 และ RX 9070 อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นจำนวน CUDA Cores, Stream Processors, ความเร็ว Clock, ปริมาณ VRAM และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ผมใช้ประจำก็คือ TechPowerUp และ Versus ครับ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความแตกต่างของ GPU ทั้งสองรุ่นในเชิงลึก และประเมินศักยภาพในการทำงานต่างๆ ได้ ตัวอย่างการใช้งาน: ลองเข้าไปที่ TechPowerUp แล้วเปรียบเทียบสเปคของ RTX 4070 กับ RX 7700 XT ดู จะเห็นเลยว่าสเปคต่างกันเยอะแค่ไหน * **เว็บไซต์ Benchmark และ Review:** หลังจากได้ข้อมูลสเปคแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการดูผล Benchmark และ Review จากเว็บไซต์ต่างๆ เช่น Tom's Hardware, Guru3D และ Hardware Unboxed เว็บไซต์เหล่านี้จะทำการทดสอบ GPU ในเกมต่างๆ และโปรแกรมอื่นๆ ที่ใช้งานจริง แล้วนำเสนอผลลัพธ์ออกมาเป็นตัวเลขและกราฟที่เข้าใจง่าย ทำให้เราเห็นภาพรวมของประสิทธิภาพของ GPU แต่ละรุ่นได้ชัดเจน ตัวอย่างการอ่านผล Benchmark: ดูผล Benchmark เกม Cyberpunk 2077 ที่ความละเอียด 1440p แล้วเปรียบเทียบเฟรมเรตที่ได้จาก RTX 5070 และ RX 9070 ถ้า RTX 5070 ได้เฟรมเรตสูงกว่า ก็แสดงว่า GPU นี้เหมาะกับการเล่นเกมนี้มากกว่า * **โปรแกรม Monitoring:** เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้เราตรวจสอบการทำงานของ GPU ในขณะที่เล่นเกมหรือใช้งานโปรแกรมต่างๆ ได้แบบ Real-time เช่น MSI Afterburner และ GPU-Z เราสามารถดูอุณหภูมิ, Clock Speed, การใช้ VRAM และ Power Consumption ของ GPU ได้ ทำให้เราเข้าใจถึงประสิทธิภาพและข้อจำกัดของ GPU ได้ดีขึ้น ตัวอย่างการใช้งาน: เปิด MSI Afterburner ขณะเล่นเกม แล้วดูว่า GPU ทำงานเต็มที่หรือไม่ ถ้า GPU ทำงานแค่ 50-60% แสดงว่าอาจจะมีปัญหาคอขวด (Bottleneck) จาก CPU หรือส่วนประกอบอื่นๆ * **YouTube และ Forum:** แหล่งข้อมูลจากผู้ใช้งานจริงก็สำคัญไม่แพ้กัน ลองค้นหา Review หรือ Gameplay ของ RTX 5070 และ RX 9070 บน YouTube หรือ Forum ต่างๆ เช่น Reddit (r/buildapc) และ Overclock.net เราจะได้เห็นประสบการณ์จริงจากผู้ใช้งานคนอื่นๆ รวมถึงปัญหาที่อาจจะเจอ และวิธีการแก้ไข ตัวอย่างการค้นหาข้อมูล: ลองค้นหา "RTX 5070 Cyberpunk 2077 Reddit" บน Google แล้วอ่านความคิดเห็นจากผู้ใช้งานจริง จะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจCase Study: ประสบการณ์จริงในการเลือก GPU
ผมเคยเจอปัญหาในการเลือก GPU มาหลายครั้งครับ สมัยก่อนตอนที่ผมอัพเกรดคอมพิวเตอร์เครื่องเก่า ผมลังเลมากระหว่าง RTX 2070 Super กับ RX 5700 XT ตอนนั้นผมเน้นเล่นเกม AAA ที่ความละเอียด 1440p ซึ่งทั้งสองตัวก็แรงพอๆ กัน แต่สุดท้ายผมเลือก RTX 2070 Super เพราะว่าเทคโนโลยี Ray Tracing ของ NVIDIA มันน่าสนใจกว่า และผมก็อยากลองเล่นเกมที่รองรับ Ray Tracing ดู หลังจากที่ได้ลองใช้ RTX 2070 Super มาสักพัก ผมก็พบว่า Ray Tracing มันสวยงามจริงๆ ครับ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยเฟรมเรตที่ลดลงพอสมควร โดยเฉพาะในเกมที่ใช้ Ray Tracing หนักๆ อย่าง Cyberpunk 2077 ผมต้องปรับกราฟิกให้ต่ำลงเพื่อให้ได้เฟรมเรตที่เล่นได้ลื่นไหล แต่โดยรวมแล้วผมก็ยังพอใจกับ RTX 2070 Super มากกว่า เพราะว่ามันให้ประสบการณ์การเล่นเกมที่แตกต่างออกไป อีกเคสหนึ่งที่ผมจำได้คือตอนที่ผมประกอบคอมพิวเตอร์ให้เพื่อนเมื่อปีที่แล้ว เพื่อนผมคนนี้เน้นทำงานกราฟิกและตัดต่อวิดีโอเป็นหลัก ผมเลยแนะนำให้เขาใช้ GPU ของ NVIDIA เพราะว่าโปรแกรมที่เขาใช้ส่วนใหญ่ (เช่น Adobe Premiere Pro และ After Effects) รองรับ CUDA Cores ของ NVIDIA ได้ดีกว่า ทำให้การทำงานต่างๆ เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมเลือก RTX 3070 ให้เพื่อนผม เพราะว่ามันมี VRAM 8GB ซึ่งเพียงพอสำหรับการทำงานกราฟิกและตัดต่อวิดีโอในระดับมืออาชีพ นอกจากนี้ RTX 3070 ยังรองรับ NVIDIA Studio Driver ซึ่งเป็น Driver ที่ออกแบบมาสำหรับการทำงานโดยเฉพาะ ทำให้โปรแกรมต่างๆ ทำงานได้เสถียรและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อนผมพอใจกับ RTX 3070 มากครับ เขาบอกว่าการทำงานต่างๆ เร็วขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก และไม่ต้องเจอปัญหาจุกจิกกวนใจ ตัวอย่างตัวเลขจริง: * **เกม Cyberpunk 2077 (1440p, Ray Tracing Ultra):** RTX 2070 Super ได้เฟรมเรตเฉลี่ย 40-45 FPS, RTX 3070 ได้เฟรมเรตเฉลี่ย 55-60 FPS * **Adobe Premiere Pro (Export 4K Video):** RTX 2070 Super ใช้เวลา 15 นาที, RTX 3070 ใช้เวลา 12 นาที จากประสบการณ์ของผม การเลือก GPU ที่เหมาะสมต้องพิจารณาถึงความต้องการในการใช้งานเป็นหลัก ถ้าเน้นเล่นเกมก็ต้องดู Benchmark และ Review ของเกมที่เล่น ถ้าเน้นทำงานก็ต้องดูว่าโปรแกรมที่ใช้รองรับเทคโนโลยีของ NVIDIA หรือ AMD ได้ดีกว่ากัน และที่สำคัญที่สุดคือต้องตั้งงบประมาณให้ชัดเจน แล้วเลือก GPU ที่คุ้มค่าที่สุดในงบประมาณนั้นครับFAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเลือก GPU
ในการเลือก GPU นั้น มีคำถามมากมายที่คนมักจะสงสัย ผมรวบรวมคำถามที่พบบ่อยและตอบอย่างละเอียดเพื่อให้คุณเข้าใจและตัดสินใจได้ง่ายขึ้นครับRTX 5070 หรือ RX 9070 เหมาะกับการเล่นเกมแนวไหนมากที่สุด?
ถ้าพูดถึงเกมมิ่ง RTX 5070 มักจะเด่นในเรื่องของ Ray Tracing และ DLSS ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของ NVIDIA ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพของภาพและเฟรมเรตในเกมที่รองรับ แต่ถ้าเป็นเกมที่ไม่เน้น Ray Tracing หรือ DLSS มากนัก RX 9070 อาจจะให้ประสิทธิภาพที่คุ้มค่ากว่าในราคาที่ใกล้เคียงกันครับ นอกจากนี้ เกมบางเกมอาจจะถูกปรับแต่งมาให้ทำงานได้ดีบน GPU ของ NVIDIA หรือ AMD โดยเฉพาะ ดังนั้นควรดู Benchmark ของเกมที่คุณเล่นเป็นประจำก่อนตัดสินใจครับVRAM สำคัญแค่ไหนในการเลือก GPU?
VRAM หรือ Video RAM คือหน่วยความจำบน GPU ที่ใช้เก็บข้อมูลต่างๆ เช่น Texture, Model และ Frame Buffer ยิ่ง VRAM เยอะ ก็ยิ่งสามารถเล่นเกมที่ความละเอียดสูงๆ และใช้ Texture คุณภาพสูงได้โดยไม่เกิดปัญหาคอขวด (Bottleneck) หรืออาการกระตุก ถ้าคุณวางแผนที่จะเล่นเกมที่ความละเอียด 4K หรือใช้ Mod ที่มี Texture ความละเอียดสูง VRAM 8GB ขึ้นไปถือว่าเป็นสิ่งที่ควรมีครับ แต่ถ้าเล่นเกมที่ความละเอียด 1080p หรือ 1440p VRAM 6GB อาจจะเพียงพอPower Supply ต้องมีกำลังไฟเท่าไหร่สำหรับ RTX 5070 หรือ RX 9070?
การเลือก Power Supply ที่มีกำลังไฟเพียงพอเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อให้ GPU ทำงานได้อย่างเสถียรและไม่เกิดปัญหาไฟไม่พอ RTX 5070 และ RX 9070 มักจะต้องการ Power Supply ที่มีกำลังไฟ 650W ขึ้นไป แต่ถ้าคุณมีอุปกรณ์อื่นๆ ที่กินไฟเยอะ เช่น CPU ที่ Overclock, RAM หลายตัว หรือ Storage หลายตัว ควรเลือก Power Supply ที่มีกำลังไฟ 750W หรือ 850W เพื่อความปลอดภัยครับ นอกจากนี้ ควรเลือก Power Supply ที่มีคุณภาพดีและมีมาตรฐาน 80+ เพื่อให้มั่นใจว่าไฟที่จ่ายออกมามีประสิทธิภาพและเสถียรควรอัพเกรด GPU เมื่อไหร่?
การตัดสินใจว่าจะอัพเกรด GPU เมื่อไหร่นั้นขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้งานของคุณ ถ้า GPU ตัวเก่าของคุณยังสามารถเล่นเกมที่คุณเล่นเป็นประจำได้ในระดับที่พอใจ (เช่น เฟรมเรต 60 FPS ขึ้นไป) ก็อาจจะยังไม่จำเป็นต้องอัพเกรด แต่ถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่า GPU ตัวเก่าไม่แรงพอ หรือไม่สามารถเล่นเกมใหม่ๆ ได้ในระดับที่ต้องการ ก็ถึงเวลาที่ต้องพิจารณาอัพเกรดแล้วครับ นอกจากนี้ การอัพเกรด GPU อาจจะเป็นสิ่งที่ควรทำถ้าคุณวางแผนที่จะเปลี่ยนไปใช้จอภาพที่มีความละเอียดสูงขึ้น (เช่น จาก 1080p เป็น 1440p หรือ 4K)NVIDIA DLSS กับ AMD FSR ต่างกันอย่างไร?
NVIDIA DLSS (Deep Learning Super Sampling) และ AMD FSR (FidelityFX Super Resolution) เป็นเทคโนโลยี Upscaling ที่ช่วยเพิ่มเฟรมเรตในเกมโดยการ Render ภาพที่ความละเอียดต่ำกว่า แล้วใช้ AI หรือ Algorithm ในการ Upscale ภาพให้มีความละเอียดสูงขึ้น DLSS เป็นเทคโนโลยีเฉพาะของ NVIDIA ที่ใช้ Tensor Cores ในการประมวลผล ทำให้ได้ภาพที่มีคุณภาพดีกว่าและมี Artifact น้อยกว่า FSR เป็นเทคโนโลยี Open Source ที่สามารถใช้ได้กับ GPU ของทั้ง NVIDIA และ AMD แต่คุณภาพของภาพอาจจะไม่ดีเท่า DLSS ครับRTX 5070 หรือ RX 9070 ตัวไหนคุ้มค่ากว่ากันในระยะยาว?
ความคุ้มค่าในระยะยาวของ RTX 5070 และ RX 9070 ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ราคา, ประสิทธิภาพ, เทคโนโลยี และการรองรับ Driver ในอนาคต โดยทั่วไปแล้ว GPU ของ NVIDIA มักจะมีการรองรับ Driver ที่ดีกว่าและมี Feature ที่หลากหลายกว่า แต่ GPU ของ AMD มักจะมีราคาที่ถูกกว่าและให้ประสิทธิภาพที่คุ้มค่ากว่าในบางสถานการณ์ ดังนั้นควรพิจารณาถึงความต้องการในการใช้งานของคุณและเปรียบเทียบราคาและประสิทธิภาพของ GPU ทั้งสองรุ่นอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจครับ นอกจากนี้ ควรติดตามข่าวสารและ Review จากเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อดูว่า GPU รุ่นไหนมีการปรับปรุง Driver หรือมี Feature ใหม่ๆ ที่น่าสนใจสรุป: เลือก GPU อย่างไรให้คุ้มค่าที่สุดในปี 2026
การเลือก GPU ที่เหมาะสมในปี 2026 นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องพิจารณา ทั้งสเปคทางเทคนิค, ประสิทธิภาพในการเล่นเกมและการทำงาน, เทคโนโลยีที่รองรับ, ราคา และความคุ้มค่าในระยะยาว RTX 5070 และ RX 9070 เป็น GPU สองรุ่นที่น่าสนใจในตลาดระดับกลาง แต่ก็มีความแตกต่างกันในหลายด้าน RTX 5070 มักจะเด่นในเรื่องของ Ray Tracing และ DLSS ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของ NVIDIA ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพของภาพและเฟรมเรตในเกมที่รองรับ นอกจากนี้ NVIDIA ยังมีการรองรับ Driver ที่ดีกว่าและมี Feature ที่หลากหลายกว่า เช่น NVIDIA Studio Driver ที่ออกแบบมาสำหรับการทำงานโดยเฉพาะ แต่ RTX 5070 มักจะมีราคาที่สูงกว่า RX 9070 RX 9070 มักจะให้ประสิทธิภาพที่คุ้มค่ากว่าในราคาที่ใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะในเกมที่ไม่เน้น Ray Tracing หรือ DLSS มากนัก นอกจากนี้ AMD ยังมีเทคโนโลยี FSR ซึ่งเป็นเทคโนโลยี Upscaling ที่สามารถใช้ได้กับ GPU ของทั้ง NVIDIA และ AMD แต่คุณภาพของภาพอาจจะไม่ดีเท่า DLSS แต่ RX 9070 มักจะมี Feature ที่น้อยกว่า RTX 5070 ดังนั้น การเลือก GPU ที่เหมาะสมที่สุดขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้งานของคุณ ถ้าคุณเน้นเล่นเกม AAA ที่ต้องการภาพสวยงามและเฟรมเรตสูง RTX 5070 อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า แต่ถ้าคุณเน้นเล่นเกมที่ไม่เน้น Ray Tracing หรือมีงบประมาณจำกัด RX 9070 อาจจะเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่า นอกจากนี้ ควรพิจารณาถึงโปรแกรมที่คุณใช้ในการทำงานด้วย ถ้าโปรแกรมที่คุณใช้รองรับ CUDA Cores ของ NVIDIA ได้ดีกว่า RTX 5070 อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า แต่ถ้าโปรแกรมที่คุณใช้รองรับ OpenCL หรือ Vulkan ได้ดีกว่า RX 9070 อาจจะเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่า คำแนะนำสุดท้ายคือ อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจซื้อ GPU จนกว่าจะมีการเปิดตัวและมีการทดสอบจริงจากเว็บไซต์ต่างๆ เพราะสเปคบนกระดาษอาจจะไม่ตรงกับประสิทธิภาพจริงเสมอไป นอกจากนี้ ควรติดตามข่าวสารและ Review จากผู้ใช้งานจริง เพื่อดูว่า GPU รุ่นไหนมีปัญหาหรือข้อดีข้อเสียอย่างไร เพื่อให้คุณได้ GPU ที่คุ้มค่าที่สุดและตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้อย่างแท้จริงครับTips จากประสบการณ์ 20 ปีในการเลือก GPU ที่คุ้มค่า (ปี 2026)
1. อย่ามองแค่ตัวเลข Benchmark
หลายคนมักจะยึดติดกับตัวเลข Benchmark ที่เว็บไซต์ต่างๆ ทำการทดสอบ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดนะ แต่ประสบการณ์สอนผมว่าตัวเลขเหล่านั้นเป็นเพียงภาพรวมเท่านั้น ในการใช้งานจริง ประสิทธิภาพของ GPU จะแตกต่างกันไปตามเกม, แอปพลิเคชัน, และการตั้งค่าที่เราใช้ ลองคิดดูนะ เกม Open World ที่กินสเปคโหดๆ อาจจะแสดงผลได้ดีบน RTX 5070 ในขณะที่เกม eSport ที่เน้นเฟรมเรทสูงๆ อาจจะไปได้สวยกว่าบน RX 9070 ก็เป็นได้
ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือหา Benchmark ที่ตรงกับเกมหรือแอปพลิเคชันที่เราใช้งานเป็นหลัก หรือถ้าให้ดีที่สุดคือลองหาข้อมูลจากผู้ใช้งานจริงที่ใช้ GPU เหล่านั้นกับเกมที่เราเล่นเลย จะได้เห็นภาพที่ชัดเจนกว่าเยอะครับ อย่าลืมว่า Benchmark เป็นแค่ "แนวทาง" ไม่ใช่ "คำตอบสุดท้าย" นะ
ผมเคยเซ็ตคอมให้เพื่อนเมื่อปี 2020, ตอนนั้นดูแต่ Benchmark อย่างเดียว สรุปพอเอาไปเล่นเกมที่เขาเล่นประจำ กลับไม่ลื่นเท่าที่ควร ต้องมานั่งปรับแต่งกันใหม่ เสียเวลาไปอีกเยอะเลยครับ
2. พิจารณาเทคโนโลยีเฉพาะของแต่ละค่าย
Nvidia และ AMD ต่างก็มีเทคโนโลยีเฉพาะของตัวเองที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของภาพ เช่น Nvidia มี DLSS (Deep Learning Super Sampling) ที่ช่วยเพิ่มเฟรมเรทโดยใช้ AI ในการ upscale ภาพ ในขณะที่ AMD มี FSR (FidelityFX Super Resolution) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่คล้ายกัน แต่ทำงานบนหลักการที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมี Ray Tracing ที่ช่วยเพิ่มความสมจริงของแสงและเงา ซึ่งทั้งสองค่ายก็มีเทคโนโลยี Ray Tracing ของตัวเอง
การเลือก GPU ที่รองรับเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราต้องการภาพที่สวยงามและเฟรมเรทที่สูง แต่ก็ต้องดูด้วยว่าเกมหรือแอปพลิเคชันที่เราใช้รองรับเทคโนโลยีเหล่านั้นหรือไม่ เพราะถ้าไม่รองรับ ก็เท่ากับว่าเราไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันเลย
สมัยก่อนตอน Ray Tracing ออกมาใหม่ๆ ผมก็ตื่นเต้นมาก อยากจะลองใช้ แต่พอเอามาเล่นจริงกับเกมที่รองรับ กลับกินสเปคเยอะจนเล่นไม่ไหว ต้องปิดไป สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรจากมันเลย
3. อย่าละเลยเรื่อง VRAM (Video Random Access Memory)
VRAM คือหน่วยความจำบน GPU ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลต่างๆ เช่น Texture, Model, และ Frame Buffer ถ้า VRAM ไม่พอ เกมหรือแอปพลิเคชันอาจจะกระตุก, ค้าง, หรือแสดงผลผิดพลาดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเกมที่มี Texture ละเอียดสูง หรือเกมที่ใช้ความละเอียดหน้าจอสูงๆ เช่น 4K
ในปี 2026, เกมต่างๆ น่าจะต้องการ VRAM มากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นการเลือก GPU ที่มี VRAM เพียงพอจึงเป็นสิ่งสำคัญ RTX 5070 และ RX 9070 อาจจะมี VRAM ที่แตกต่างกัน ซึ่งเราต้องพิจารณาว่า VRAM เท่าไหร่ถึงจะพอสำหรับการใช้งานของเรา
ผมเคยพลาดตอนซื้อการ์ดจอเมื่อหลายปีก่อน ซื้อตัวที่ VRAM น้อยเกินไป พอเอามาเล่นเกมใหม่ๆ ปรับกราฟิกสุดไม่ได้เลย ต้องลด Texture ลงมาเยอะมาก เสียอารมณ์สุดๆ
4. ดูเรื่องการระบายความร้อนและเสียงรบกวน
GPU ที่มีประสิทธิภาพสูง มักจะมีความร้อนสูงตามไปด้วย ดังนั้นระบบระบายความร้อนที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้ GPU ร้อนเกินไปจนประสิทธิภาพลดลง หรือเกิดความเสียหาย การ์ดจอแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อก็มีระบบระบายความร้อนที่แตกต่างกันไป บางรุ่นใช้พัดลม บางรุ่นใช้ Heatsink ขนาดใหญ่ บางรุ่นใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ
นอกจากเรื่องความร้อนแล้ว เรื่องเสียงรบกวนก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราเป็นคนที่ชอบเล่นเกมในที่เงียบๆ หรือชอบอัดวิดีโอ เพราะเสียงพัดลมของการ์ดจออาจจะรบกวนสมาธิ หรือเข้าไปในไมโครโฟนได้
ผมเคยใช้การ์ดจอที่ระบายความร้อนไม่ดี เสียงดังมาก ตอนเล่นเกมทีต้องใส่หูฟังตลอด ไม่งั้นไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย
5. พิจารณาเรื่อง Power Supply (PSU)
GPU ที่มีประสิทธิภาพสูง มักจะต้องการพลังงานไฟฟ้ามาก ดังนั้น Power Supply ที่มีกำลังไฟเพียงพอจึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้า Power Supply จ่ายไฟไม่พอ คอมพิวเตอร์อาจจะดับ, รีสตาร์ท, หรือเกิดปัญหาอื่นๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เราเล่นเกมหนักๆ หรือรันโปรแกรมที่ใช้ GPU หนักๆ
ก่อนที่จะซื้อ RTX 5070 หรือ RX 9070 เราควรตรวจสอบดูว่า Power Supply ของเรามีกำลังไฟเพียงพอหรือไม่ โดยดูจาก Spec ของ GPU ว่าต้องการ Power Supply ขนาดเท่าไหร่ และ Power Supply ของเรามีกำลังไฟเหลือเท่าไหร่
สมัยก่อนผมเคยประมาท คิดว่า Power Supply ตัวเก่าจะยังไหว พอเปลี่ยนการ์ดจอใหม่เข้าไป ปรากฏว่าเล่นเกมไปสักพักเครื่องดับเฉยเลย ต้องเสียเงินซื้อ Power Supply ใหม่ เสียเวลาไปอีก
6. อย่าลืมดูเรื่อง Driver และ Software Support
Driver คือ Software ที่ช่วยให้ GPU ทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการและเกมต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ Nvidia และ AMD ต่างก็มีการออก Driver ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ, แก้ไขข้อผิดพลาด, และรองรับเกมใหม่ๆ
นอกจาก Driver แล้ว Software อื่นๆ ที่มาพร้อมกับการ์ดจอก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาด้วย เช่น Software ที่ช่วยในการ Overclock, ปรับแต่งการแสดงผล, หรือตรวจสอบสถานะของ GPU Software เหล่านี้อาจจะช่วยให้เราปรับแต่ง GPU ให้เหมาะสมกับการใช้งานของเราได้มากยิ่งขึ้น
บางทีการ์ดจอแรงๆ แต่ Driver ไม่ดี ก็ทำให้ประสิทธิภาพดรอปลงไปเยอะเหมือนกัน ต้องคอยอัพเดท Driver อยู่เสมอๆ ครับ
7. เช็คเรื่องราคาและโปรโมชั่น
แน่นอนว่าราคาเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือก GPU RTX 5070 และ RX 9070 อาจจะมีราคาที่แตกต่างกัน ซึ่งเราต้องพิจารณาว่าราคาที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่ากับประสิทธิภาพที่ได้หรือไม่ นอกจากนี้เราควรตรวจสอบดูว่ามีโปรโมชั่นอะไรบ้าง เช่น ส่วนลด, ของแถม, หรือโปรแกรมผ่อนชำระ เพราะโปรโมชั่นเหล่านี้อาจจะช่วยให้เราประหยัดเงินได้มากขึ้น
ลองเปรียบเทียบราคาจากหลายๆ ร้านดูก่อนตัดสินใจซื้อนะครับ บางทีร้านเดียวกันแต่คนละช่วงเวลาก็ราคาไม่เท่ากันแล้ว
8. เตรียมใจรับมือกับ "ของมันต้องมี" รุ่นใหม่กว่า
เทคโนโลยีมันก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ ครับ พอเราซื้อ RTX 5070 หรือ RX 9070 มาใช้ได้ไม่นาน ก็อาจจะมีรุ่นใหม่กว่าออกมาอีก ซึ่งอาจจะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าและราคาที่น่าสนใจกว่า ดังนั้นเราต้องเตรียมใจรับมือกับ "ของมันต้องมี" เหล่านี้ให้ได้ อย่าไปคิดมากว่าซื้อมาแล้วตกรุ่นเร็ว เพราะยังไงเราก็ได้ใช้งานมันแล้ว
ผมว่าสิ่งสำคัญคือซื้อมาแล้วได้ใช้ให้คุ้มค่าที่สุดครับ อย่าไปยึดติดกับตัวเลขหรือรุ่นใหม่ๆ มากเกินไป
FAQ เกี่ยวกับ RTX 5070 vs RX 9070 (ปี 2026)
Q: RTX 5070 หรือ RX 9070 เหมาะกับการเล่นเกมความละเอียด 4K มากกว่ากัน?
A: การเล่นเกมที่ความละเอียด 4K ต้องการ GPU ที่มี VRAM สูงและประสิทธิภาพในการประมวลผลที่ยอดเยี่ยม ทั้ง RTX 5070 และ RX 9070 น่าจะสามารถเล่นเกมที่ความละเอียด 4K ได้ แต่ประสิทธิภาพที่ได้อาจจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเกมและการตั้งค่า ถ้าเกมนั้นรองรับ DLSS ของ Nvidia, RTX 5070 อาจจะได้เปรียบในเรื่องเฟรมเรท แต่ถ้าเกมนั้นเน้นประสิทธิภาพดิบๆ RX 9070 อาจจะทำได้ดีกว่า นอกจากนี้ VRAM ก็เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเกมนั้นต้องการ VRAM สูง, GPU ที่มี VRAM มากกว่าอาจจะได้เปรียบกว่า ลองดู Benchmark เปรียบเทียบจากหลายๆ แหล่งเพื่อประกอบการตัดสินใจนะครับ
Q: ถ้าเน้นใช้งานด้าน Content Creation (ตัดต่อวิดีโอ, ทำกราฟิก) ควรเลือก RTX 5070 หรือ RX 9070?
A: สำหรับงาน Content Creation, RTX 5070 อาจจะได้เปรียบกว่า RX 9070 เล็กน้อย เพราะ Nvidia มี CUDA Core ที่ช่วยในการประมวลผล Parallel Computing ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับโปรแกรมตัดต่อวิดีโอและทำกราฟิก นอกจากนี้ Nvidia ยังมี Driver ที่ Optimized สำหรับโปรแกรมเหล่านี้มากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า RX 9070 จะไม่ดี RX 9070 ก็มีประสิทธิภาพที่ดีและราคาที่น่าสนใจกว่า ลองดูว่าโปรแกรมที่เราใช้รองรับ CUDA Core หรือไม่ ถ้าไม่รองรับ RX 9070 อาจจะเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่าครับ
Q: RTX 5070 และ RX 9070 มีฟีเจอร์อะไรที่แตกต่างกันบ้าง?
A: RTX 5070 และ RX 9070 น่าจะมีฟีเจอร์ที่แตกต่างกันหลายอย่าง เช่น เทคโนโลยี Ray Tracing, DLSS/FSR, และ Feature เฉพาะของแต่ละค่าย RTX 5070 น่าจะมี Ray Tracing ที่ดีกว่าและ DLSS ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ในขณะที่ RX 9070 อาจจะมี FSR ที่รองรับเกมและแอปพลิเคชันได้หลากหลายกว่า นอกจากนี้ Nvidia อาจจะมี Feature เฉพาะที่เน้นเรื่อง AI และ Machine Learning ในขณะที่ AMD อาจจะมี Feature ที่เน้นเรื่อง Open Source และ Community ลองศึกษาดูว่า Feature เหล่านี้มีประโยชน์กับการใช้งานของเราหรือไม่ แล้วค่อยตัดสินใจเลือกครับ
Q: นอกจาก RTX 5070 และ RX 9070 มี GPU ตัวอื่นที่น่าสนใจในปี 2026 อีกไหม?
A: ในปี 2026 น่าจะมี GPU ตัวเลือกอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น GPU รุ่น High-End จาก Nvidia และ AMD, GPU จาก Intel ที่อาจจะเข้ามาแข่งขันในตลาด, หรือ GPU รุ่น Mid-Range ที่มีประสิทธิภาพดีและราคาที่น่าสนใจ การเลือก GPU ที่ดีที่สุด ขึ้นอยู่กับงบประมาณ, การใช้งาน, และความชอบส่วนบุคคล ลองศึกษาข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง, อ่านรีวิวจากผู้ใช้งานจริง, และเปรียบเทียบสเปคของ GPU แต่ละตัว ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อนะครับ
| Feature | RTX 5070 (คาดการณ์) | RX 9070 (คาดการณ์) |
|---|---|---|
| Architecture | Ada Lovelace (หรือรุ่นใหม่กว่า) | RDNA 4 (หรือรุ่นใหม่กว่า) |
| VRAM | 12-16GB GDDR7 | 12-16GB GDDR7 |
| Ray Tracing | Gen 4 Ray Tracing Cores | Gen 3 Ray Tracing Cores |
| Upscaling | DLSS 4 (คาดการณ์) | FSR 4 (คาดการณ์) |
| Power Consumption | 220-250W | 200-240W |
| Target Resolution | 1440p/4K | 1440p/4K |
| Price (คาดการณ์) | $500-$600 | $450-$550 |
เจาะลึก Case Study: RTX 5070 vs RX 9070 ในสถานการณ์จริง
ลองมาดูสถานการณ์จำลองการใช้งานจริงกันบ้างครับ เพื่อให้เห็นภาพว่า RTX 5070 และ RX 9070 จะแสดงศักยภาพแตกต่างกันอย่างไรในการใช้งานที่หลากหลาย ซึ่งจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่า GPU ตัวไหนตอบโจทย์ความต้องการของคุณมากที่สุด โดยผมจะยกตัวอย่าง 3 สถานการณ์ที่แตกต่างกันนะครับ สถานการณ์แรกคือการเล่นเกม AAA ความละเอียด 4K ที่ต้องการเฟรมเรตสูงๆ RTX 5070 อาจจะโดดเด่นกว่าด้วยเทคโนโลยี DLSS 4 ที่ช่วยเพิ่มเฟรมเรตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ RX 9070 อาจจะเน้นที่ความแรงดิบๆ ของ GPU ทำให้ได้ภาพที่คมชัด แต่เฟรมเรตอาจจะไม่สูงเท่า RTX 5070 ถ้าไม่มีเทคโนโลยี FSR เวอร์ชั่นล่าสุด ลองดูตัวอย่างการตั้งค่าเกม Cyberpunk 2077 ที่เน้นคุณภาพของภาพ:
# Cyberpunk 2077 Ultra Settings
GraphicsQuality = Ultra
Resolution = 3840x2160
DLSS = Quality # RTX 5070
FSR = Quality # RX 9070
RayTracing = Ultra
สถานการณ์ที่สองคือการทำงานด้าน AI และ Machine Learning ซึ่ง RTX 5070 มักจะได้เปรียบเนื่องจากสถาปัตยกรรม CUDA ที่ได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และมีไลบรารีและเครื่องมือที่รองรับการพัฒนา AI อย่างครบครัน ในขณะที่ RX 9070 อาจจะต้องพึ่งพา ROCm ซึ่งอาจจะยังไม่สมบูรณ์เท่า CUDA ลองดูตัวอย่างการรัน TensorFlow บน GPU:
# TensorFlow GPU setup
import tensorflow as tf
physical_devices = tf.config.list_physical_devices('GPU')
tf.config.experimental.set_memory_growth(physical_devices[0], True)
สถานการณ์สุดท้ายคือการตัดต่อวิดีโอความละเอียดสูง RTX 5070 อาจจะมีความสามารถในการเข้ารหัสและถอดรหัสวิดีโอที่ดีกว่าด้วย NVENC รุ่นใหม่ ซึ่งจะช่วยให้การตัดต่อวิดีโอเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว ในขณะที่ RX 9070 อาจจะเน้นที่ประสิทธิภาพในการเรนเดอร์วิดีโอ ลองดูตัวอย่างการตั้งค่าใน DaVinci Resolve:
# DaVinci Resolve settings
GPU Acceleration = CUDA # RTX 5070
GPU Acceleration = OpenCL # RX 9070
Memory Usage = High
เปรียบเทียบราคาต่อประสิทธิภาพ (Price/Performance) ปี 2026
มาถึงเรื่องสำคัญที่ทุกคนรอคอย นั่นคือเรื่องของราคาต่อประสิทธิภาพครับ ในปี 2026 ตลาด GPU จะมีการแข่งขันที่สูงมาก และราคาของ RTX 5070 และ RX 9070 ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การประเมินราคาต่อประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยทั่วไปแล้ว RTX มักจะมีราคาสูงกว่า RX ในระดับเดียวกัน แต่ก็มาพร้อมกับเทคโนโลยีและฟีเจอร์ที่เหนือกว่า เช่น DLSS และ Ray Tracing ที่ได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ RX มักจะเน้นที่ความคุ้มค่า โดยให้ประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกันในราคาที่ต่ำกว่า ลองดูตัวอย่างการคำนวณคร่าวๆ: สมมติว่า RTX 5070 ราคา 25,000 บาท และ RX 9070 ราคา 20,000 บาท ถ้า RTX 5070 ให้ประสิทธิภาพสูงกว่า RX 9070 15% ในเกมส่วนใหญ่ เราสามารถคำนวณราคาต่อประสิทธิภาพได้ดังนี้: * RTX 5070: 25,000 / 1.15 = 21,739 บาทต่อประสิทธิภาพ 100% * RX 9070: 20,000 / 1.00 = 20,000 บาทต่อประสิทธิภาพ 100% จากตัวอย่างนี้ RX 9070 จะคุ้มค่ากว่าเล็กน้อย แต่ก็ต้องพิจารณาถึงฟีเจอร์และเทคโนโลยีที่ RTX 5070 มีให้ด้วยครับ นอกจากนี้ อย่าลืมพิจารณาถึงค่าไฟด้วยนะครับ GPU ที่มีประสิทธิภาพสูงมักจะกินไฟเยอะกว่า ซึ่งอาจจะส่งผลต่อค่าไฟในระยะยาว ลองดูตัวอย่างการวัดค่าไฟของ GPU:
# Example command to monitor GPU power consumption
nvidia-smi --query-gpu=power.draw --format=csv
# or
rocm-smi
แนวโน้มอนาคต: เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนเกม
ในอนาคต เทคโนโลยีใหม่ๆ จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจเลือก GPU มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี Ray Tracing ที่สมจริงยิ่งขึ้น, เทคโนโลยี Upscaling ที่ฉลาดขึ้น, หรือเทคโนโลยี AI ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเกม ลองมาดูกันว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะส่งผลต่อ RTX 5070 และ RX 9070 อย่างไร RTX 5070 อาจจะมาพร้อมกับ Ray Tracing เจนเนอเรชั่นใหม่ที่สามารถสร้างแสงเงาที่สมจริงยิ่งขึ้น โดยใช้พลังประมวลผลน้อยลง นอกจากนี้ DLSS 4 ก็อาจจะสามารถ Upscale ภาพได้คมชัดยิ่งขึ้น โดยที่แทบจะไม่สูญเสียรายละเอียดของภาพเลย ลองดูตัวอย่างการเปิด Ray Tracing ในเกม Control:
# Control Ray Tracing settings
RayTracing = On
RayTracingReflections = High
RayTracingShadows = High
RX 9070 ก็อาจจะมีเทคโนโลยี FSR เวอร์ชั่นใหม่ที่สามารถแข่งขันกับ DLSS ได้อย่างสูสี และอาจจะมีฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเกมโดยรวม นอกจากนี้ AMD ก็อาจจะเน้นที่การพัฒนาสถาปัตยกรรม GPU ที่มีประสิทธิภาพสูงและกินไฟน้อย ลองดูตัวอย่างการใช้ FSR ในเกม God of War:
# God of War FSR settings
FSR = Ultra Quality
Sharpness = 0.2
นอกจากนี้ เทคโนโลยี AI ก็อาจจะเข้ามามีบทบาทในการปรับแต่งเกมให้เหมาะสมกับ GPU แต่ละรุ่นโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เล่นได้รับประสบการณ์การเล่นเกมที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องปรับแต่งอะไรมากมาย