Generative Ai Business Use Cases AI

Generative Ai Business Use Cases

📅 2026-02-09 | โดย อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์ — SiamCafe.net Since 1997

Generative AI Business Use Cases โดย อ.บอม SiamCafe.net

Generative AI Business Use Cases คืออะไร / ทำไมถึงสำคัญ

น้องๆ เคยเห็นพวกรูปภาพแปลกๆ เพลงที่แต่งเอง หรือแม้แต่โค้ดที่ AI มันเขียนให้เราไหม? นั่นแหละคือ Generative AI หลักการง่ายๆ คือ มันเรียนรู้จากข้อมูลที่มีอยู่ แล้วสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่คล้ายๆ เดิมแต่ไม่เหมือนเดิมเป๊ะๆ ออกมา

สมัยผมทำร้านเน็ตฯ ยุคแรกๆ นี่นะ แค่ทำเว็บให้มันสวยๆ ก็ยากแล้ว ต้องมานั่งเขียนโค้ดเองทุกบรรทัด เดี๋ยวนี้ Generative AI มันช่วยลดเวลาไปเยอะมาก ทำให้เราโฟกัสกับไอเดียหลักๆ ได้มากขึ้น

ทำไมถึงสำคัญน่ะเหรอ? ลองนึกภาพว่าเรามีพนักงานที่ทำงานได้ 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด แถมยังสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา Generative AI มันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้อีกเยอะเลย

พื้นฐานที่ต้องรู้

Model ประเภทต่างๆ

Generative AI มันมีหลายโมเดลนะ แต่ละโมเดลก็เก่งคนละด้าน เช่น:

แต่ละโมเดลก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ต้องเลือกให้เหมาะกับงานที่เราต้องการ

Data สำคัญไฉน

Generative AI มันฉลาดได้เพราะมันเรียนรู้จากข้อมูล ถ้าข้อมูลที่เราให้มันไม่ดี หรือมีอคติ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะแย่ตามไปด้วย

เคยเจอเคสที่ AI สร้างภาพคนออกมาแล้วผิวสีขาวหมดเลยไหม? นั่นแหละคือปัญหาของข้อมูลที่ไม่หลากหลาย เราต้องใส่ใจเรื่องนี้มากๆ

Cost & Infrastructure

การเทรน (Train) Generative AI โมเดลมันใช้พลังงานเยอะนะ ต้องมีเครื่อง Server แรงๆ หรือไม่ก็เช่า Cloud Computing เอา สมัยก่อนนี่เครื่อง Server ผมดังยังกับเครื่องบินขึ้นเลย

อย่าลืมคำนวณค่าใช้จ่ายตรงนี้ให้ดีๆ ก่อนเริ่มโปรเจกต์นะ

วิธีใช้งาน / เริ่มต้นยังไง

น้องๆ ไม่จำเป็นต้องสร้างโมเดลเองตั้งแต่ศูนย์หรอกนะ เดี๋ยวนี้มี API และ Platform สำเร็จรูปให้เราใช้เยอะแยะเลย เช่น OpenAI, Google AI Platform, Amazon SageMaker

ลองเข้าไปดู SiamCafe Blog ผมเคยเขียนเรื่องพวกนี้ไว้บ้างแล้ว

ขั้นตอนปฏิบัติจริง

กำหนด Use Case ให้ชัดเจน

ก่อนอื่นเลย เราต้องรู้ก่อนว่าเราจะเอา Generative AI ไปทำอะไร เช่น สร้าง Content, ออกแบบ Logo, เขียน Code

ถ้าเราไม่รู้ว่าเราต้องการอะไร ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะออกมาไม่ตรงใจเรา

เตรียม Data ให้พร้อม

หลังจากนั้นก็เตรียมข้อมูลที่จะใช้เทรนโมเดล ข้อมูลต้องมีคุณภาพ ครอบคลุม และหลากหลาย

ถ้าเราจะสร้างภาพแมว เราก็ต้องมีภาพแมวเยอะๆ หลายๆ แบบ หลายๆ มุม

เลือก Model และ Platform

เลือกโมเดลและ Platform ที่เหมาะสมกับ Use Case และงบประมาณของเรา

ถ้าเราอยากสร้างภาพสวยๆ อาจจะใช้ GANs บน Google AI Platform ถ้าเราอยากเขียน Code อาจจะใช้ Transformers บน OpenAI

Fine-tuning & Testing

หลังจากเทรนโมเดลแล้ว เราต้อง Fine-tuning และทดสอบผลลัพธ์ที่ได้ เพื่อให้แน่ใจว่ามันทำงานได้ตามที่เราต้องการ

ขั้นตอนนี้ต้องใช้ความอดทนและประสบการณ์พอสมควร


# ตัวอย่าง code (Python) สำหรับใช้ OpenAI API
import openai

openai.api_key = "YOUR_API_KEY"

response = openai.Completion.create(
  engine="davinci",
  prompt="Write a short story about a cat who can talk.",
  max_tokens=150
)

print(response.choices[0].text)

โค้ดข้างบนเป็นตัวอย่างง่ายๆ สำหรับใช้ OpenAI API สร้างเรื่องสั้นเกี่ยวกับแมวพูดได้ น้องๆ ลองเอาไปปรับใช้ดูนะ

เปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น

Generative AI มันไม่ใช่ทางออกเดียวเสมอไป บางครั้งการใช้เทคนิคอื่นๆ อาจจะเหมาะสมกว่าก็ได้

เช่น ถ้าเราต้องการสร้าง Logo ง่ายๆ การใช้ Graphic Designer อาจจะเร็วกว่าและได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

ทางเลือก ข้อดี ข้อเสีย เหมาะสำหรับ
Generative AI สร้างสรรค์, รวดเร็ว, ปรับขนาดได้ง่าย ต้องการข้อมูลเยอะ, อาจมีอคติ, ต้องใช้ทรัพยากรเยอะ สร้าง Content จำนวนมาก, สร้างไอเดียใหม่ๆ, ปรับปรุง Workflow
Human Experts คุณภาพสูง, มีความเข้าใจบริบท, แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ ราคาแพง, ใช้เวลานาน, ขยายขนาดได้ยาก งานที่ต้องการความเชี่ยวชาญสูง, งานที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์
Traditional Algorithms แม่นยำ, ควบคุมได้ง่าย, ใช้ทรัพยากรน้อย ไม่ยืดหยุ่น, สร้างสรรค์ไม่ได้, แก้ปัญหาที่ซับซ้อนไม่ได้ งานที่ต้องการความแม่นยำ, งานที่ทำซ้ำๆ

ตารางข้างบนสรุปข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือก ลองพิจารณาดูว่าทางเลือกไหนเหมาะกับธุรกิจของเรามากที่สุด

สุดท้ายนี้ อยากฝากน้องๆ ว่า Generative AI มันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่เราต้องใช้มันอย่างระมัดระวังและมีสติ อย่าลืมเข้าไปอ่านบทความอื่นๆ ใน SiamCafe Blog นะครับ

Best Practices / เคล็ดลับจากประสบการณ์

เอาล่ะน้องๆ มาถึงส่วนที่พี่บอมอยากเน้นเป็นพิเศษ นั่นคือเรื่อง Best Practices หรือเคล็ดลับที่กลั่นจากประสบการณ์จริง สมัยพี่ทำร้านเน็ตฯ บอกเลยว่าเจอมาหมดทุกรูปแบบ ตั้งแต่เด็กแอบลงโปรแกรมโกงเกม ไปจนถึงลูกค้าต่อราคาค่าชั่วโมง

เรื่อง AI ก็เหมือนกัน อย่าคิดว่าแค่มีเครื่องมือแล้วจะสำเร็จเลย มันต้องมีเทคนิค มีการปรับใช้ให้เข้ากับธุรกิจของเราด้วย ไม่งั้นก็เสียเงินเปล่าประโยชน์

3-4 เทคนิคที่ใช้ได้จริง

  1. เริ่มต้นจากปัญหาที่แท้จริง: อย่าใช้ AI แค่เพราะมัน "เท่" หรือ "ทันสมัย" มองหาปัญหาที่ธุรกิจเราเจออยู่จริงๆ ก่อน แล้วค่อยดูว่า AI จะช่วยแก้ปัญหานั้นได้ยังไง สมัยพี่ทำร้านเน็ตฯ เจอปัญหาเด็กเล่นเกมเกินเวลาประจำ พี่เลยต้องคิดระบบเตือนหมดเวลาขึ้นมา
  2. ข้อมูลคือหัวใจ: AI ทุกวันนี้ฉลาดได้เพราะมีข้อมูลให้มันเรียนรู้เยอะแยะ ถ้าข้อมูลเราไม่ดี AI ก็จะทำอะไรไม่ได้ดี เหมือนกัน สมัยก่อนพี่ต้องคอยเก็บข้อมูลเกมฮิต เกมไหนคนเล่นเยอะ จะได้ลงเครื่องเพิ่ม
  3. ทดลองและปรับปรุง: ไม่มี AI ตัวไหนที่ "เพอร์เฟค" ตั้งแต่แรกใช้หรอกน้อง เราต้องลองใช้จริง แล้วดูว่ามันพลาดตรงไหน ต้องปรับปรุงอะไรบ้าง เหมือนตอนพี่ทำระบบคิดเงินร้านเน็ตฯ ก็ต้องลองผิดลองถูก ปรับแก้ไปเรื่อยๆ
  4. อย่าเชื่อใจ AI 100%: ถึง AI จะเก่งแค่ไหน มันก็ยังเป็นแค่เครื่องมือ อย่าปล่อยให้มันตัดสินใจทุกอย่างแทนเรา เราต้องคอยตรวจสอบ คอยดูแลด้วยเสมอ ไม่งั้นอาจจะพลาดได้ง่ายๆ

ตัวอย่าง code ง่ายๆ สมมติว่าเราอยากใช้ AI ช่วยสรุปรีวิวสินค้า:


import transformers

summarizer = transformers.pipeline("summarization")

review_text = "สินค้าดีมากครับ ส่งไว แพ็คมาอย่างดี แนะนำเลยครับ"

summary = summarizer(review_text, max_length=30, min_length=10, do_sample=False)

print(summary[0]['summary_text'])

Code นี้เป็นตัวอย่างการใช้ Hugging Face Transformers ซึ่งเป็น library ที่รวมโมเดล AI สำเร็จรูปไว้เยอะแยะ น้องๆ ลองเอาไปปรับใช้ดูได้เลย

FAQ คำถามที่พบบ่อย

AI จะมาแย่งงานฉันไหม?

คำถามยอดฮิต! พี่บอกเลยว่า AI จะไม่ "แย่ง" งาน แต่จะ "เปลี่ยน" งานมากกว่า งานที่ซ้ำซากจำเจ งานที่ต้องทำซ้ำๆ จะถูก AI เข้ามาช่วย แต่คนที่ปรับตัวได้ เรียนรู้ที่จะใช้ AI เป็นเครื่องมือ จะยิ่งมีโอกาสมากขึ้น iCafeForex ก็ใช้ AI ในการวิเคราะห์ตลาดอยู่เหมือนกัน

ต้องมีความรู้ด้าน Programming แค่ไหนถึงจะใช้ AI ได้?

สมัยนี้ไม่ต้องเก่ง Programming ก็ใช้ AI ได้แล้วน้อง มีเครื่องมือสำเร็จรูปเยอะแยะให้ใช้ แต่ถ้ามีความรู้พื้นฐานบ้างก็จะช่วยให้เราเข้าใจการทำงานของ AI ได้ดีขึ้น และปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการของเราได้มากขึ้น

AI เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กไหม?

เหมาะสิ! AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทใหญ่ๆ ธุรกิจเล็กๆ ก็ใช้ AI ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพได้เหมือนกัน ลองมองหา use case ง่ายๆ ก่อน เช่น ใช้ AI ช่วยตอบคำถามลูกค้า หรือช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการขาย

สรุป

AI เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่ก็ต้องใช้อย่างระมัดระวัง อย่าคิดว่ามันเป็น "ยาวิเศษ" ที่จะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง เริ่มจากปัญหาที่แท้จริง เก็บข้อมูลให้ดี ทดลองและปรับปรุงอยู่เสมอ แล้วน้องๆ จะได้ประโยชน์จาก AI อย่างเต็มที่แน่นอน อย่าลืมติดตาม SiamCafe Blog นะครับ มีบทความดีๆ อีกเยอะเลย