Domain Driven Design Ddd Guide AI

Domain Driven Design Ddd Guide

📅 2026-02-09 | โดย อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์ — SiamCafe.net Since 1997

Domain Driven Design (DDD) Guide คืออะไร / ทำไมถึงสำคัญ

น้องๆ เคยเจอไหม โปรเจกต์ที่โค้ดพันกันยุ่งเหยิงเหมือนร้านบะหมี่ที่ไม่ได้ลวกเส้นมา 2 วัน? นั่นแหละ คือปัญหาที่ DDD เข้ามาช่วยแก้ สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe.net เมื่อก่อน (ตั้งแต่ปี 1997 โน่น!) เราก็เขียนโค้ดแบบ "เอาให้เสร็จ" เหมือนกัน ปรากฏว่าพอระบบใหญ่ขึ้นเท่านั้นแหละ…นรกชัดๆ

Domain Driven Design (DDD) ไม่ใช่เฟรมเวิร์ค หรือไลบรารี แต่มันคือแนวคิด (Approach) ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ ที่เน้นการทำความเข้าใจ "Domain" หรือ "ขอบเขตธุรกิจ" ของโปรเจกต์อย่างลึกซึ้ง แล้วออกแบบโค้ดให้สอดคล้องกับความเข้าใจนั้น พูดง่ายๆ คือ "โค้ดต้องคุยกับธุรกิจรู้เรื่อง" ไม่ใช่ว่าเขียนแต่ภาษาโปรแกรมเมอร์กันเอง

ทำไมถึงสำคัญ? เพราะ DDD ช่วยลดความซับซ้อน, เพิ่มความเข้าใจ, และทำให้ซอฟต์แวร์ของเราปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจได้ง่ายขึ้น คิดดูสิ ถ้าร้านเน็ตเรามีฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ลูกค้าต้องการ เราก็อยากจะเพิ่มมันเข้าไปได้โดยไม่ต้องรื้อโค้ดทั้งระบบ ใช่ไหมล่ะ?

พื้นฐานที่ต้องรู้

Ubiquitous Language

น้องๆ เคยเจอไหม เวลาคุยกับลูกค้า หรือ Product Owner แล้วใช้ศัพท์เทคนิคกันคนละโลก? DDD แก้ปัญหานี้ด้วยการสร้าง "Ubiquitous Language" หรือ "ภาษาเดียวกัน" ที่ทุกคนในทีม (โปรแกรมเมอร์, ดีไซเนอร์, ลูกค้า) ใช้สื่อสารกันอย่างเข้าใจตรงกัน

ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติเราทำระบบจองห้องพัก ถ้าเราใช้คำว่า "Reservation" แทนที่จะเป็น "Booking" ในโค้ด ในเอกสาร และในบทสนทนาทั้งหมด ทุกคนก็จะเข้าใจตรงกันว่าเรากำลังพูดถึงอะไร ลดความสับสนไปได้เยอะ

Domain Model

Domain Model คือการสร้างแบบจำลอง (Model) ของธุรกิจของเราในรูปแบบของโค้ด มันคือการแปลงความเข้าใจที่เรามีเกี่ยวกับ Domain (เช่น ลูกค้า, สินค้า, คำสั่งซื้อ) ให้กลายเป็น Object ในโปรแกรมของเรา

สมัยก่อน ผมเขียนโค้ดแบบ Procedural (เขียนเป็นฟังก์ชันๆ ไป) ปรากฏว่าพอระบบซับซ้อนขึ้น มันยากมากที่จะแก้ไขหรือเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ แต่พอมาใช้ DDD แล้วสร้าง Domain Model ขึ้นมา มันทำให้โค้ดเราอ่านง่ายขึ้น เข้าใจง่ายขึ้น และเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้นเยอะ

วิธีใช้งาน / เริ่มต้นยังไง

การเริ่มต้นใช้ DDD ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดครับ สิ่งสำคัญคือการ "เริ่มจากเล็กๆ" และ "ค่อยๆ เรียนรู้" ไปพร้อมกับการพัฒนาโปรเจกต์

อย่าพยายามที่จะ Apply DDD ทุกอย่างตั้งแต่เริ่มต้น เพราะมันอาจจะทำให้โปรเจกต์ของคุณซับซ้อนเกินจำเป็น เริ่มจากส่วนที่สำคัญที่สุดของธุรกิจก่อน แล้วค่อยๆ ขยายไปส่วนอื่นๆ

ขั้นตอนปฏิบัติจริง

ทำความเข้าใจ Domain

ขั้นตอนแรกคือการทำความเข้าใจ Domain หรือขอบเขตธุรกิจของเราอย่างลึกซึ้ง ต้องคุยกับผู้เชี่ยวชาญ (Domain Expert) เพื่อเก็บข้อมูลและสร้าง Ubiquitous Language ขึ้นมา

ตอนผมทำระบบร้านเน็ต ผมก็ต้องคุยกับพนักงานหน้าร้าน, เจ้าของร้าน, และลูกค้า เพื่อทำความเข้าใจว่าพวกเขาต้องการอะไร, ปัญหาที่พวกเขากำลังเจอคืออะไร, และอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขา

สร้าง Bounded Context

Bounded Context คือการแบ่ง Domain ของเราออกเป็นส่วนๆ ที่มีความหมายชัดเจน และมีความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน แต่ละ Bounded Context จะมี Domain Model ของตัวเอง

ยกตัวอย่างเช่น ในระบบร้านเน็ตของเรา อาจจะมี Bounded Context สำหรับ "การจัดการสมาชิก", "การจัดการเวลา", และ "การจัดการเครื่องคอมพิวเตอร์" แต่ละ Context ก็จะมี Model ของตัวเอง (เช่น Member, TimeSlot, Computer) ที่มีความหมายเฉพาะเจาะจง


// ตัวอย่าง Domain Model (ภาษา Java)
public class Member {
    private String username;
    private String password;
    private int balance;

    public Member(String username, String password, int balance) {
        this.username = username;
        this.password = password;
        this.balance = balance;
    }

    public void topUp(int amount) {
        this.balance += amount;
    }

    public boolean canUseComputer(int requiredTime) {
        // ตรวจสอบว่ามีเงินพอหรือไม่
        return this.balance >= requiredTime;
    }
}

สร้าง Aggregate

Aggregate คือกลุ่มของ Object ที่ทำงานร่วมกันเพื่อทำหน้าที่บางอย่างใน Domain Model Aggregate จะมี Root Entity ที่เป็นตัวแทนของ Aggregate นั้นๆ และทำหน้าที่ควบคุมการเข้าถึง Object อื่นๆ ใน Aggregate

ในระบบร้านเน็ตของเรา "การจองเครื่อง" อาจจะเป็น Aggregate ที่ประกอบด้วย TimeSlot (เวลาที่จอง), Computer (เครื่องที่จอง), และ Member (สมาชิกที่จอง) โดยมี TimeSlot เป็น Root Entity

เปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น

DDD ไม่ใช่ "ยาครอบจักรวาล" ที่ใช้ได้กับทุกโปรเจกต์ มันมีข้อดีข้อเสีย และมีทางเลือกอื่นๆ ที่อาจจะเหมาะสมกว่าในบางสถานการณ์

ถ้าโปรเจกต์ของคุณเป็นโปรเจกต์เล็กๆ ที่ไม่ซับซ้อนมาก การใช้ DDD อาจจะทำให้เสียเวลามากเกินไป ลองพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น CRUD (Create, Read, Update, Delete) หรือ Active Record ดู

แนวคิด ข้อดี ข้อเสีย เหมาะกับ
Domain Driven Design (DDD) จัดการความซับซ้อน, ปรับตัวง่าย, สื่อสารกับธุรกิจได้ดี ใช้เวลาเยอะ, ต้องมีความเข้าใจ Domain สูง โปรเจกต์ขนาดใหญ่, ซับซ้อน, ที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย
CRUD ง่าย, รวดเร็ว, เหมาะกับโปรเจกต์ขนาดเล็ก จัดการความซับซ้อนไม่ได้, ปรับตัวยาก โปรเจกต์ขนาดเล็ก, ไม่ซับซ้อน, ที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อย
Active Record ใช้งานง่าย, เหมาะกับโปรเจกต์ที่เน้น Database ผูกติดกับ Database มากเกินไป, ยากต่อการทดสอบ โปรเจกต์ขนาดกลาง, ที่เน้นการจัดการข้อมูลใน Database

สุดท้ายนี้ อยากจะฝากไว้ว่า การเลือกใช้แนวคิดในการพัฒนาซอฟต์แวร์ ควรพิจารณาจากความเหมาะสมกับโปรเจกต์ของคุณเป็นหลัก ไม่มีแนวคิดใดที่ดีที่สุดเสมอไป ลองศึกษาและทดลองใช้แนวคิดต่างๆ แล้วเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับคุณที่สุดครับ สามารถติดตามบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ SiamCafe Blog นะครับ

และอย่าลืมว่าโลกของ IT เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เหมือนตอนที่ผมทำร้านเน็ตใหม่ๆ เทคโนโลยีเปลี่ยนทุกวัน เราก็ต้องปรับตัวตามให้ทัน SiamCafe Blog ก็เป็นแหล่งข้อมูลหนึ่งที่ผมใช้ติดตามข่าวสารและเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ

Best Practices / เคล็ดลับจากประสบการณ์

น้องๆ หลายคนถามว่า DDD มันยากไหม? พี่บอกเลยว่ามันอยู่ที่เรา "เริ่ม" ยังไง สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe เนี่ย ผมเจอปัญหาลูกค้าอยากได้อะไรใหม่ๆ เร็วมาก! ถ้าเราเขียนโค้ดแบบเดิมๆ ที่แก้ตรงนั้นที แก้ตรงนี้ที รับรองเละ!

DDD มันเหมือนการสร้างบ้านอ่ะน้อง เราต้องมี "พิมพ์เขียว" ที่ดีก่อน ไม่งั้นบ้านก็เอียง! Domain คือ "ที่ดิน" ของเรา ต้องเข้าใจมันอย่างลึกซึ้งก่อนลงมือสร้าง (เขียนโค้ด) นะจ๊ะ

3-4 เทคนิคที่ใช้ได้จริง

1. Event Storming: อันนี้สำคัญมาก! คือการเอาคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโปรเจกต์มานั่งคุยกัน แล้วแปะ Post-it ว่า "ใครทำอะไร เมื่อไหร่" มันจะช่วยให้เราเห็นภาพรวมของ Domain ได้ชัดเจน

2. Ubiquitous Language: สร้าง "ภาษาเดียวกัน" ที่ทุกคนเข้าใจ! สมมติว่าเราทำระบบจองตั๋วหนัง อย่าใช้คำว่า "Transaction" ให้ใช้คำว่า "Reservation" แทน มันจะสื่อความหมายได้ชัดเจนกว่าสำหรับคนที่ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์

3. Bounded Context: แบ่ง Domain ออกเป็นส่วนๆ! อย่าพยายามทำให้ทุกอย่างอยู่ใน Context เดียว เพราะมันจะซับซ้อนมาก สมมติว่าเรามีระบบ e-commerce เราอาจจะแบ่งเป็น "Product Catalog", "Order Management", "Payment" แต่ละส่วนก็จะมี Logic ของตัวเอง

4. Aggregates: รวม Entity ที่เกี่ยวข้องกัน! Aggregate Root จะเป็นเหมือน "หัวหน้า" ที่คอยควบคุม Entity อื่นๆ เช่น Order จะมี Order Items หลายๆ รายการ Order จะเป็น Aggregate Root ที่คอยจัดการ Order Items ทั้งหมด


// ตัวอย่างง่ายๆ ของ Aggregate Root
class Order {
  private List items;

  public void addItem(OrderItem item) {
    // validation logic here
    items.add(item);
  }

  public void removeItem(OrderItem item) {
    // validation logic here
    items.remove(item);
  }

  // other methods...
}

FAQ คำถามที่พบบ่อย

DDD เหมาะกับโปรเจกต์ขนาดเล็กไหม?

จริงๆ แล้ว DDD มันไม่ได้จำกัดขนาดโปรเจกต์นะน้อง แต่มันอาจจะ "Overkill" สำหรับโปรเจกต์เล็กมากๆ ถ้าโปรเจกต์มันซับซ้อนไม่มาก ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ DDD ก็ได้ แต่ถ้าเรามองว่าโปรเจกต์มันจะโตขึ้นในอนาคต การเริ่มใช้ DDD ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็เป็นทางเลือกที่ดี

ต้องใช้ Framework อะไรบ้างในการทำ DDD?

DDD มันเป็น "แนวคิด" มากกว่า "Framework" น้องสามารถใช้ Framework อะไรก็ได้ที่น้องถนัด เช่น Spring Boot, .NET Core, Laravel สำคัญคือเราต้องเข้าใจหลักการของ DDD และนำไปปรับใช้ให้เหมาะสม

DDD จะทำให้โค้ดซับซ้อนขึ้นหรือเปล่า?

ถ้าเราทำไม่ดี มันก็อาจจะซับซ้อนขึ้นได้! แต่ถ้าเราออกแบบ Domain Model ได้ดี แบ่ง Bounded Context ได้เหมาะสม มันจะทำให้โค้ดเรา "อ่านง่าย" และ "บำรุงรักษาง่าย" ขึ้นในระยะยาว สมัยผมทำร้านเน็ต ผมเจอปัญหาโค้ดรกๆ เยอะมาก พอมาใช้ DDD ชีวิตดีขึ้นเยอะเลย

มี Tool อะไรที่ช่วยในการทำ DDD บ้าง?

มีหลาย Tool เลยน้อง เช่น Axon Framework, EventStoreDB, NEventStore แต่พี่แนะนำว่าให้เริ่มจากเข้าใจหลักการก่อน แล้วค่อยหา Tool ที่เหมาะสมมาช่วยเสริม

สรุป

DDD มันคือการ "ออกแบบ" ระบบให้สอดคล้องกับ "ธุรกิจ" ของเรามากที่สุด มันไม่ใช่ "Silver Bullet" ที่จะแก้ได้ทุกปัญหา แต่ถ้าเราเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ มันจะช่วยให้เราสร้างระบบที่แข็งแรงและยั่งยืนได้แน่นอน อย่ากลัวที่จะลองผิดลองถูกนะน้อง! สมัยผมทำร้านเน็ต ผมก็ลองผิดลองถูกมาเยอะเหมือนกัน!

ใครอยากรู้เรื่อง Forex พี่แนะนำ iCafeForex เลยนะ น้องๆ สนใจเรื่องเขียน Blog ลองเข้าไปดู SiamCafe Blog ได้เลย