Docker Compose Production Guide DevOps

Docker Compose Production Guide

📅 2026-02-09 | โดย อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์ — SiamCafe.net Since 1997

Docker Compose Production Guide คืออะไร / ทำไมถึงสำคัญ

น้องๆ หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับ Docker Compose ในการพัฒนาโปรแกรมบนเครื่องตัวเอง แต่พอจะเอาขึ้น Production จริงจัง กลับงงเต็ก ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี ใช่มั้ยล่ะ? สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe สมัยก่อน (ตั้งแต่ปี 97 นะ!) เราก็ต้อง Deploy ระบบเองหมดทุกอย่าง ไม่มีเครื่องมือดีๆ แบบนี้ให้ใช้เลยนะ ต้องเขียน Script เองหมด

Docker Compose Production Guide เนี่ย ก็คือคู่มือที่เราจะมาดูกันว่า เราจะเอา Docker Compose ไปใช้ใน Production ได้ยังไง ให้มันเสถียร ปลอดภัย และดูแลรักษาง่าย ไม่ใช่แค่รัน docker-compose up แล้วจบนะน้อง มันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ!

ทำไมมันถึงสำคัญน่ะเหรอ? ลองนึกภาพนะ ถ้าเว็บเรามี Traffic เยอะๆ แล้ว Server ล่มขึ้นมา จะทำยังไง? ถ้าใช้ Docker Compose เป็นอย่างดี เราสามารถ Scale ระบบได้ง่ายๆ แก้ปัญหาได้รวดเร็ว และลด Downtime ได้เยอะมาก สมัยนี้ใครไม่ใช้ Docker นี่ถือว่าตามหลังคนอื่นไปเยอะเลยนะ

พื้นฐานที่ต้องรู้

Docker คืออะไร?

ง่ายๆ เลย Docker คือ Containerization Technology ที่ช่วยให้เรา Package application พร้อม dependencies ทุกอย่างลงใน Container เดียวกัน ทำให้ Application เราทำงานได้เหมือนกันทุกที่ ไม่ว่าจะบนเครื่องเรา บน Server หรือบน Cloud

สมัยก่อนนะ เวลาเราจะย้าย Application จากเครื่อง Developer ไป Server มักจะมีปัญหา Dependencies ไม่ตรงกัน Library Version ไม่เท่ากัน แต่พอใช้ Docker ปัญหาพวกนี้ก็หายไปเลย เพราะทุกอย่างมันอยู่ใน Container เดียวกันแล้ว

Docker Compose คืออะไร?

Docker Compose คือเครื่องมือที่ช่วยให้เราจัดการหลายๆ Docker Container พร้อมกันได้ง่ายขึ้น โดยเราจะเขียน Configuration เป็นไฟล์ YAML บอกว่าเรามี Container อะไรบ้าง แต่ละ Container มี Dependencies อะไรบ้าง แล้ว Docker Compose จะจัดการสร้างและรัน Container เหล่านั้นให้เรา

นึกภาพตามนะ ถ้าเรามี Application ที่ต้องใช้ Web Server, Database และ Cache Server เราก็ต้องสร้าง Docker Container 3 อัน แล้ว Config ให้มันคุยกัน Docker Compose จะช่วยให้เราทำทั้งหมดนี้ได้ง่ายขึ้นเยอะเลย

ลองดูตัวอย่าง Docker Compose file ง่ายๆ:


version: "3.9"
services:
  web:
    image: nginx:latest
    ports:
      - "80:80"
    volumes:
      - ./html:/usr/share/nginx/html
  db:
    image: postgres:14
    environment:
      POSTGRES_USER: user
      POSTGRES_PASSWORD: password

Code snippet นี้จะสร้าง 2 Containers คือ Web Server (nginx) และ Database (Postgres) แล้ว Map Port 80 ของ Container Web ไปที่ Port 80 ของ Host machine

วิธีใช้งาน / เริ่มต้นยังไง

ก่อนอื่นเลย น้องๆ ต้องมี Docker และ Docker Compose ติดตั้งบน Server ก่อนนะ วิธีการติดตั้งก็ขึ้นอยู่กับ Operating System ที่ใช้ แต่โดยทั่วไปแล้วจะง่ายมากๆ ลอง Search ใน Google ดูได้เลย

เมื่อติดตั้งเรียบร้อยแล้ว เราก็จะมาเริ่มสร้าง Docker Compose file กัน

ขั้นตอนปฏิบัติจริง

สร้าง Docker Compose File

อย่างแรกเลย เราต้องสร้างไฟล์ docker-compose.yml (หรือ docker-compose.yaml) ขึ้นมา ไฟล์นี้จะเป็นตัวบอกว่าเรามี Services อะไรบ้าง แต่ละ Service ใช้ Image อะไร มี Port อะไรบ้าง

ลองดูตัวอย่าง Docker Compose file ที่ซับซ้อนขึ้น:


version: "3.9"
services:
  web:
    image: your-web-app:latest
    ports:
      - "80:80"
    depends_on:
      - db
    environment:
      DATABASE_URL: postgres://user:password@db:5432/dbname
    restart: always
  db:
    image: postgres:14
    environment:
      POSTGRES_USER: user
      POSTGRES_PASSWORD: password
    volumes:
      - db_data:/var/lib/postgresql/data
    restart: always
volumes:
  db_data:

จาก Code snippet นี้ เรามี Service 2 อัน คือ web (Web Application ของเรา) และ db (Postgres Database)

Deployment และ Monitoring

เมื่อเรามี Docker Compose file แล้ว เราก็สามารถ Deploy Application ได้ง่ายๆ ด้วยคำสั่ง docker-compose up -d คำสั่งนี้จะสร้างและรัน Containers ทั้งหมดใน Background

แต่แค่นี้ยังไม่พอ เราต้อง Monitoring Application ของเราด้วย เพื่อดูว่ามันทำงานเป็นปกติหรือเปล่า มี Error อะไรเกิดขึ้นบ้าง

เราสามารถใช้เครื่องมืออย่าง Prometheus และ Grafana เพื่อ Monitoring Docker Containers ได้

ลองดูตัวอย่าง Prometheus Configuration:


scrape_configs:
  - job_name: 'docker'
    static_configs:
      - targets: ['localhost:9090']

Code snippet นี้จะบอกให้ Prometheus ไปเก็บ Metrics จาก Docker Containers ที่ localhost port 9090

การจัดการ Logs

การจัดการ Logs เป็นสิ่งสำคัญมากๆ ใน Production เพราะ Logs จะช่วยให้เรา Debug ปัญหาต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

เราสามารถใช้เครื่องมืออย่าง ELK Stack (Elasticsearch, Logstash, Kibana) เพื่อจัดการ Logs ของ Docker Containers ได้

ถ้าสนใจเรื่อง Logs เพิ่มเติม ลองไปอ่านบทความใน SiamCafe Blog ดูนะ ผมเคยเขียนไว้เมื่อนานมาแล้ว

เปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น

Docker Compose ไม่ใช่เครื่องมือเดียวที่เราใช้ Deploy Application ได้ ยังมีทางเลือกอื่นๆ อีกมากมาย เช่น Kubernetes, Swarm และ Serverless Functions

แต่ละทางเลือกก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน ขึ้นอยู่กับความต้องการและความซับซ้อนของ Application ของเรา

เครื่องมือ ข้อดี ข้อเสีย เหมาะสำหรับ
Docker Compose ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับ Applications ขนาดเล็กถึงกลาง ไม่เหมาะสำหรับ Applications ขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูง Applications ที่มี Service ไม่เยอะ และต้องการความรวดเร็วในการ Deploy
Kubernetes Scalable, Resilient, รองรับ Applications ขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูง Config ซับซ้อน, ต้องการความรู้ความเข้าใจสูง Applications ขนาดใหญ่ที่มี Traffic เยอะ และต้องการความเสถียรสูง
Swarm ใช้งานง่ายกว่า Kubernetes, เหมาะสำหรับ Applications ขนาดกลาง Features น้อยกว่า Kubernetes Applications ที่ต้องการความง่ายในการใช้งาน แต่ยังต้องการความ Scalable ในระดับหนึ่ง
Serverless Functions ไม่ต้องจัดการ Server, Pay-as-you-go เหมาะสำหรับ Applications ที่มี Event-driven และ Stateless Applications ที่ต้องการ Scale อัตโนมัติ และไม่ต้องการจัดการ Server

สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe ผมเคยลองใช้ Swarm นะ เพราะมันง่ายกว่า Kubernetes เยอะ แต่สุดท้ายก็ต้อง Migrate ไป Kubernetes เพราะ Application เรามันซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ

หวังว่าน้องๆ จะได้ไอเดียในการ Deploy Application ด้วย Docker Compose ใน Production นะ ถ้ามีคำถามอะไรเพิ่มเติม ถามมาได้เลย หรือจะลองเข้าไปดูบทความอื่นๆ ใน SiamCafe Blog ก็ได้นะ

🎬 วิดีโอแนะนำ

ดูวิดีโอเพิ่มเติมเกี่ยวกับDocker Compose Production Guid:

Best Practices / เคล็ดลับจากประสบการณ์

เอาล่ะ มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุด นั่นคือเคล็ดลับที่ผมสั่งสมมาจากการทำร้านเน็ตเมื่อ 20 กว่าปีก่อน (โอ้โห นานขนาดนั้นเลย!) และประสบการณ์ด้าน IT อีกเพียบ ที่เอามาประยุกต์ใช้กับ Docker Compose ใน Production ได้อย่างลงตัว

จำไว้ว่า Docker Compose มันสะดวกจริง แต่ก็ต้องใช้ให้ถูกวิธี ไม่งั้นเจอปัญหาปวดหัวแน่นอน สมัยผมทำร้านเน็ตนะ กว่าจะแก้ปัญหาเครื่องลูกข่ายแต่ละที เล่นเอาเหงื่อตก ดังนั้น กันไว้ดีกว่าแก้เสมอ!

เทคนิคที่ 1: Network is King!

เรื่อง Network นี่สำคัญสุดๆ ใน Production สมัยก่อนร้านเน็ตผมล่มเพราะ Network นี่แหละ! Docker Compose ก็เหมือนกัน ต้องจัดการ Network ให้ดี สร้าง Network เฉพาะให้แต่ละ Application ไปเลย อย่าปล่อยให้มันใช้ Default Network มั่วซั่ว


version: "3.9"
services:
  web:
    image: nginx:latest
    networks:
      - my-network
networks:
  my-network:
    driver: bridge

โค้ดข้างบนนี่คือตัวอย่างง่ายๆ สร้าง Network ชื่อ `my-network` แล้วให้ Container `web` เข้าไปใช้แค่นั้นเอง ง่ายๆ แต่สำคัญมาก

เทคนิคที่ 2: Volume Management คือชีวิต

Volume คือที่เก็บข้อมูลแบบถาวรของ Container ถ้าไม่จัดการ Volume ให้ดี ข้อมูลหายหมด! สมัยผมทำร้านเน็ต เคยมีลูกค้าทำรายงานหายเพราะไฟดับ (สมัยนั้น UPS ไม่ค่อยดี) ลูกค้าโกรธมาก! Docker Compose ก็เหมือนกัน ต้อง Mount Volume ให้ถูกต้อง


version: "3.9"
services:
  db:
    image: postgres:latest
    volumes:
      - db_data:/var/lib/postgresql/data
volumes:
  db_data:

โค้ดนี้จะสร้าง Volume ชื่อ `db_data` แล้ว Mount เข้าไปใน `/var/lib/postgresql/data` ของ Container `db` ทำให้ข้อมูล Database ไม่หายไปไหน ถึง Container จะ Restart ก็ตาม

เทคนิคที่ 3: Health Check ช่วยชีวิต

Health Check คือการตรวจสอบว่า Container ของเรายังทำงานอยู่ดีหรือไม่ ถ้า Container ตาย Docker Compose จะ Restart ให้เอง อัตโนมัติ! สมัยก่อนร้านเน็ต ผมต้องคอยเดินดูเครื่องลูกข่ายทีละเครื่อง เหนื่อยมาก! Docker Compose ช่วยได้เยอะ


version: "3.9"
services:
  web:
    image: nginx:latest
    healthcheck:
      test: ["CMD-SHELL", "curl -f http://localhost || exit 1"]
      interval: 30s
      timeout: 10s
      retries: 3

โค้ดนี้จะใช้ `curl` เช็คว่า Web Server ยังตอบสนองอยู่หรือไม่ ถ้าไม่ตอบสนอง 3 ครั้งติดกัน Docker Compose จะ Restart Container ให้

FAQ คำถามที่พบบ่อย

ทำไมต้องใช้ Docker Compose ใน Production ด้วย? มันไม่เหมาะไม่ใช่เหรอ?

Docker Compose อาจจะไม่ใช่ Tool ที่ดีที่สุดสำหรับ Production ใน Scale ใหญ่มากๆ แต่สำหรับ Project ขนาดเล็กถึงกลาง หรือ Development Environment มัน Work มาก! Config ง่าย Deploy เร็ว แถมยังจัดการ Dependencies ได้ดีอีกด้วย

แล้วถ้าอยากใช้ Docker Compose ใน Production ต้องระวังอะไรบ้าง?

หลักๆ เลยคือเรื่อง Security และ Monitoring ต้อง Monitor Log, CPU, Memory ให้ดี และต้อง Secure Container ให้ปลอดภัย อย่าเปิด Port พร่ำเพรื่อ และใช้ Image ที่ Verified แล้วเท่านั้น

Docker Compose กับ Kubernetes ต่างกันยังไง?

Docker Compose เหมาะกับ Application ที่ไม่ซับซ้อนมาก และ Run บน Server เดียว ส่วน Kubernetes เหมาะกับ Application ที่ซับซ้อนมากๆ และ Run บน Cluster หลาย Server Kubernetes Scale ได้ดีกว่า แต่ก็ Config ยากกว่าเยอะ

อ.บอม มีคอร์สสอน Docker Compose ไหมครับ?

ตอนนี้ยังไม่มีครับ แต่เข้าไปอ่านบทความอื่นๆ ใน SiamCafe Blog ได้เลย ผมเขียนไว้เยอะแยะ หรือไม่ก็ลองไปดูคอร์ส iCafeForex เผื่อสนใจลงทุน Forex ก็ได้นะ!

สรุป

Docker Compose เป็น Tool ที่มีประโยชน์มากในการ Deploy Application โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Development Environment หรือ Project ขนาดเล็กถึงกลาง แต่การใช้งานใน Production ต้องระมัดระวังเรื่อง Security และ Monitoring เป็นพิเศษ ถ้าทำได้ตามที่ผมแนะนำไป รับรองว่าชีวิตง่ายขึ้นเยอะ!