Devsecops Security Pipeline 2026 Security

Devsecops Security Pipeline 2026

📅 2026-02-09 | โดย อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์ — SiamCafe.net Since 1997

DevSecOps Security Pipeline 2026 คืออะไร / ทำไมถึงสำคัญ

น้องๆ เคยได้ยินคำว่า DevSecOps กันบ้างไหม? สมัยพี่ทำร้านเน็ตนี่ ไม่มีคำนี้หรอกนะ มีแต่เขียนโปรแกรมเสร็จแล้วค่อยมานั่งไล่แก้บั๊กกันทีหลัง (ฮา) แต่โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว เดี๋ยวนี้เค้าต้องฝังเรื่อง Security เข้าไปในทุกขั้นตอนของการพัฒนาโปรแกรมเลย นั่นแหละคือ DevSecOps

DevSecOps ก็คือการเอา Security มา "คิด" ตั้งแต่เริ่ม "ทำ" ไปจนถึงตอน "ปล่อย" โปรแกรมออกไปให้คนใช้ (Development, Security, Operations) ไม่ใช่มาแก้ทีหลังเหมือนสมัยพี่นะ (ยิ้ม) ทำไมมันถึงสำคัญน่ะเหรอ? ลองนึกภาพว่าถ้า Hacker เจาะระบบธนาคารได้เพราะ Code เรามีรูรั่วล่ะ? หายนะเลยนะน้อง

ปี 2026 เนี่ย เรื่อง Security จะยิ่งสำคัญกว่านี้อีก เพราะทุกอย่างมันเชื่อมต่อกันหมด (IoT, Cloud Computing) ถ้าเราไม่เริ่มทำ DevSecOps ตั้งแต่วันนี้ อีกหน่อยตามคนอื่นไม่ทันแน่นอน

พื้นฐานที่ต้องรู้

ก่อนจะไปถึง Security Pipeline แบบเต็มรูปแบบ น้องๆ ต้องเข้าใจพื้นฐานพวกนี้ก่อนนะ ไม่งั้นจะงงเป็นไก่ตาแตก

Infrastructure as Code (IaC)

สมัยพี่ทำร้านเน็ต Server พังก็ยกไปซ่อม แต่เดี๋ยวนี้เค้าใช้ IaC กันหมดแล้ว คือการเขียน Code เพื่อสร้างและจัดการ Infrastructure แทนที่จะมานั่งคลิกๆ ใน GUI นึกภาพเหมือนเราเขียนสูตรอาหารให้คอมพิวเตอร์ทำตามทุกอย่างอัตโนมัติ


# ตัวอย่าง Terraform Code สำหรับสร้าง AWS EC2 Instance
resource "aws_instance" "example" {
  ami           = "ami-0c55b89c55d6a1e28" # Amazon Linux 2 AMI
  instance_type = "t2.micro"
  tags = {
    Name = "Example Instance"
  }
}

Containerization (Docker, Kubernetes)

เมื่อก่อนลงโปรแกรมทีก็ต้องกลัวว่ามันจะตีกันกับโปรแกรมอื่น เดี๋ยวนี้เค้าใช้ Container กันหมดแล้ว เหมือนเอาโปรแกรมใส่กล่อง แล้วเอาไปวางที่ไหนก็ได้ มันก็จะทำงานเหมือนเดิมทุกประการ Docker กับ Kubernetes เป็นเครื่องมือยอดนิยมในการจัดการ Container


# ตัวอย่าง Dockerfile สำหรับสร้าง Image Node.js
FROM node:16
WORKDIR /app
COPY package*.json ./
RUN npm install
COPY . .
EXPOSE 3000
CMD ["npm", "start"]

Continuous Integration/Continuous Delivery (CI/CD)

สมัยพี่แก้ Code ทีก็ต้องนั่ง FTP ขึ้น Server เอง เดี๋ยวนี้เค้าใช้ CI/CD กันหมดแล้ว คือการ Automate ทุกอย่างตั้งแต่ Code Compile ไปจนถึง Deploy ขึ้น Production Server เวลาแก้ Code ก็แค่ Push ขึ้น Git แล้วระบบมันจะจัดการให้เองทั้งหมด

SiamCafe Blog มีบทความเรื่อง CI/CD ด้วยนะ ลองไปอ่านดู

วิธีใช้งาน / เริ่มต้นยังไง

เอาล่ะ! พอรู้พื้นฐานแล้ว มาดูวิธีเริ่มต้นใช้งาน DevSecOps Security Pipeline กันบ้างดีกว่า

ขั้นตอนปฏิบัติจริง

พี่จะยกตัวอย่าง Pipeline แบบง่ายๆ ให้น้องๆ เห็นภาพนะ จะได้เอาไปปรับใช้กับ Project ของตัวเองได้

Static Application Security Testing (SAST)

ขั้นตอนแรกคือการใช้ SAST Tool ตรวจสอบ Code ของเราตั้งแต่ยังไม่ได้ Run เพื่อหาช่องโหว่ เช่น SQL Injection, Cross-Site Scripting (XSS) พวกนี้ มันเหมือนหมอดูที่มาดูดวง Code เราก่อนว่ามีอะไรไม่ดีบ้าง


# ตัวอย่างการใช้ SonarQube Scanner ใน CI/CD Pipeline
sonar-scanner \
  -Dsonar.projectKey=my-project \
  -Dsonar.sources=. \
  -Dsonar.host.url=http://localhost:9000 \
  -Dsonar.login=my-token

Dynamic Application Security Testing (DAST)

หลังจาก Build โปรแกรมขึ้นมาแล้ว เราจะใช้ DAST Tool ยิงเข้าไปเพื่อทดสอบว่ามีช่องโหว่อะไรบ้าง มันเหมือน Hacker ที่มาลองเจาะระบบเราจริงๆ


# ตัวอย่างการใช้ OWASP ZAP ใน CI/CD Pipeline
docker run -v $(pwd):/zap/wrk/:rw owasp/zap2docker-weekly zap-baseline.py -t http://localhost:8080 -g gen.conf

Software Composition Analysis (SCA)

โปรเจกต์ส่วนใหญ่มักจะใช้ Library หรือ Framework จาก Third-Party กันเยอะ SCA Tool จะช่วยตรวจสอบว่า Library เหล่านั้นมีช่องโหว่อะไรบ้าง และแนะนำให้เราอัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุด


# ตัวอย่างการใช้ Snyk ใน CI/CD Pipeline
snyk monitor
snyk test
SiamCafe Blog ยังมีบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Security อีกนะ ลองไปค้นหาดู

เปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น

แน่นอนว่า DevSecOps ไม่ใช่ทางเลือกเดียวในการรักษาความปลอดภัยของโปรแกรม เรามาดูตารางเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นๆ กันดีกว่า

Approach Pros Cons Cost
Traditional Security (Security มาทำทีหลัง) ง่ายต่อการเริ่มต้น แก้ไขปัญหา Security ยากและแพง, ช้า สูง (ถ้าเจอช่องโหว่ร้ายแรง)
DevSecOps Security ฝังอยู่ในทุกขั้นตอน, ลดความเสี่ยง, เร็วกว่า ต้องใช้ Tool และ Skill ใหม่ๆ, ต้องเปลี่ยน Culture กลาง (ลงทุน Tool ระยะยาวคุ้มค่า)
No Security (ไม่ทำอะไรเลย) ถูก ความเสี่ยงสูงมาก, อาจโดนฟ้องร้อง สูงมาก (ถ้าโดน Hack)

หวังว่าน้องๆ จะเห็นภาพชัดเจนขึ้นนะ ว่าทำไม DevSecOps ถึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในระยะยาว

Best Practices / เคล็ดลับจากประสบการณ์

เอาล่ะน้องๆ มาถึงตรงนี้แล้ว หวังว่าจะพอเห็นภาพรวมของ Security Pipeline ในปี 2026 กันบ้างแล้วนะ จากประสบการณ์ที่คลุกคลีกับ IT มา 28+ ปี สมัยทำร้านเน็ต SiamCafe นี่เจอมาหมดทุกรูปแบบจริงๆ ทั้งโดนแฮก โดน DDOS สารพัด แล้วก็เอาประสบการณ์ตรงนั้นแหละมาปรับใช้กับการทำ Security Pipeline ในยุคนี้

สิ่งที่อยากจะเน้นย้ำเป็นพิเศษเลยก็คือ Security มันไม่ใช่แค่ "ของแถม" ที่เอามาแปะทีหลัง แต่ต้องคิดตั้งแต่เริ่มออกแบบระบบเลย ไม่งั้นมันจะกลายเป็นภาระที่ต้องมาตามแก้ทีหลัง ซึ่งมันจะเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่าเยอะ

3-4 เทคนิคที่ใช้ได้จริง

เอาล่ะ มาดูเทคนิคที่ผมใช้จริง แล้วได้ผลกันบ้างดีกว่า บอกเลยว่าแต่ละอันนี่กลั่นมาจากประสบการณ์ล้วนๆ

1. Infrastructure as Code (IaC) Security Scanning

สมัยก่อนตอนทำร้านเน็ต เวลาลง OS ใหม่ หรือติดตั้งโปรแกรมอะไรที ก็ทำ manual หมด แต่พอมาเจอ IaC นี่ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ เราสามารถ define infrastructure ของเราเป็น code ได้เลย แล้วพอเป็น code เราก็ scan หาช่องโหว่ได้ก่อนที่จะ deploy จริง แถมยัง track changes ได้ด้วยว่าใครแก้ config อะไรไปบ้าง


# ตัวอย่าง Terraform config
resource "aws_instance" "example" {
  ami           = "ami-0c55b242832ff342a"
  instance_type = "t2.micro"
  tags = {
    Name = "ExampleInstance"
  }
}

2. Static Application Security Testing (SAST)

SAST หรือ Static Analysis เนี่ย คือการเอาเครื่องมือมาสแกน code เราตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ได้ run เลย พวกเครื่องมือ SAST มันจะช่วยหา bug หรือช่องโหว่ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เช่น SQL injection, XSS, หรือ buffer overflow สมัยผมเขียนโปรแกรมร้านเน็ตเองนี่พลาดบ่อยมากเรื่อง SQL injection ดีที่มีคนช่วย test ไม่งั้นโดนแฮกไปแล้ว

3. Dynamic Application Security Testing (DAST)

DAST เนี่ย จะต่างจาก SAST ตรงที่มันจะ test ตอนที่ application เรา run อยู่จริงๆ มันจะ simulate การโจมตีต่างๆ เพื่อดูว่า application เรามันตอบสนองยังไง เช่น ลองใส่ script แปลกๆ เข้าไปในช่อง input ดูว่ามันจะ execute ไหม

4. Software Composition Analysis (SCA)

SCA คือการสแกนพวก library หรือ dependencies ที่เราเอามาใช้ในโปรเจกต์เรา เพราะบางทีช่องโหว่มันไม่ได้อยู่ที่ code เรา แต่อยู่ที่ library ที่เราเอามาใช้นี่แหละ สมัยนี้โปรเจกต์นึงใช้ library เยอะมาก ถ้าไม่สแกนดีๆ มีหวังโดน hack ไม่รู้ตัว

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Q: DevSecOps มันยากไปไหมสำหรับทีมเล็กๆ?

A: ไม่ยากอย่างที่คิดน้อง เริ่มจากอะไรเล็กๆ ก่อนก็ได้ เช่น เริ่มจาก SAST ง่ายๆ แล้วค่อยๆ ขยายไปเรื่อยๆ ที่สำคัญคือต้องให้ทีมเข้าใจว่า Security มันเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่แค่ทีม Security

Q: เครื่องมือ Security มันแพงไหม?

A: เครื่องมือฟรีก็มีเยอะแยะน้อง แต่ถ้าอยากได้เครื่องมือที่มัน advance ขึ้น ก็อาจจะต้องลงทุนบ้าง ลองหาเครื่องมือที่มัน match กับ budget และ requirement ของเราดู

Q: ทำ Security Pipeline แล้วจะ secure 100% เลยไหม?

A: ไม่มีอะไร secure 100% หรอกน้อง Security มันเป็น process ที่ต้องทำไปเรื่อยๆ ต้อง monitor และปรับปรุงอยู่เสมอ

สรุป

DevSecOps Security Pipeline ในปี 2026 มันไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่มันเป็นเรื่องของ culture และ mindset ด้วย เราต้องสร้าง culture ที่ทุกคนในทีมตระหนักถึงความสำคัญของ Security และต้องพร้อมที่จะเรียนรู้และปรับตัวอยู่เสมอ

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับน้องๆ นะครับ ถ้ามีคำถามอะไรเพิ่มเติม ถามมาได้เลย SiamCafe Blog ยินดีให้คำปรึกษาเสมอ

ลงทุนอย่างระมัดระวังนะน้องๆ iCafeForex