IT General
น้องๆ เคยเจอปัญหาเขียนโค้ดแล้วมันซ้ำๆ เดิมๆ มั้ย? แก้ตรงนี้ไปโผล่ตรงนั้น หรืออ่านโค้ดตัวเองเมื่อวานยังงงว่ามันทำงานยังไง? Design Patterns นี่แหละคือตัวช่วย! มันคือ "พิมพ์เขียว" หรือ "แบบแผน" ที่เค้าคิดค้นกันมาแล้วว่าใช้ได้ผลจริงในการแก้ปัญหาโปรแกรมมิ่งที่เจอบ่อยๆ
สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe.net เมื่อ 20 กว่าปีก่อน (ย้อนไปไกลเลย!) ตอนนั้นยังไม่มี Design Patterns แบบนี้หรอก อาศัยครูพักลักจำจากโค้ดคนอื่น แล้วมาปรับใช้เอง พอมาเจอ Design Patterns จริงๆ จังๆ ถึงรู้ว่า "เออ! มันมีชื่อเรียกด้วยเว้ย" แถมยังทำให้โค้ดเราเป็นระเบียบ อ่านง่าย แก้ไขง่ายขึ้นเยอะเลย
สำคัญยังไงน่ะเหรอ? ลองนึกภาพสร้างบ้าน ถ้าไม่มีแปลนบ้าน กว่าจะสร้างเสร็จคงเละเทะน่าดู Design Patterns ก็เหมือนแปลนบ้านของโปรแกรมเรานั่นแหละ ช่วยให้สร้างโปรแกรมที่มีคุณภาพ รวดเร็ว และบำรุงรักษาง่ายขึ้นเยอะ
Design Patterns ส่วนใหญ่อิงกับหลักการ OOP นะน้องๆ ถ้าไม่เข้าใจเรื่อง Classes, Objects, Inheritance, Polymorphism นี่คือจบเห่เลย! ลองนึกภาพว่าเรามี "พิมพ์เขียว" (Class) แล้วเราก็สร้าง "บ้าน" (Object) ตามพิมพ์เขียวนี้ Inheritance ก็เหมือนการมีพิมพ์เขียว "บ้านเดี่ยว" ที่ต่อยอดมาจากพิมพ์เขียว "บ้าน" ธรรมดา Polymorphism ก็คือความสามารถของ "บ้าน" ที่จะทำอะไรได้หลายๆ อย่าง เช่น เป็นที่อยู่อาศัย เป็นออฟฟิศ หรือเป็นร้านค้า
SOLID Principles คือหลักการ 5 ข้อที่ช่วยให้เราออกแบบ Class ได้ดีขึ้น (Single Responsibility, Open/Closed, Liskov Substitution, Interface Segregation, Dependency Inversion) ถ้าเราทำตามหลักการ SOLID โค้ดเราจะยืดหยุ่น แก้ไขง่าย และทดสอบง่ายขึ้นเยอะ ลองศึกษาดูนะน้องๆ รับรองว่าชีวิตดีขึ้นแน่นอน SiamCafe Blog มีบทความดีๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้เยอะเลย
อย่าเพิ่งตกใจว่า Design Patterns มันยาก! เริ่มจากทำความเข้าใจก่อนว่ามันมีอะไรบ้าง แล้วค่อยๆ เลือกใช้ให้เหมาะกับปัญหาที่เราเจอ สมัยผมเริ่มแรกก็อ่านหนังสือ Design Patterns แล้วลองเอามาปรับใช้กับโปรเจกต์เล็กๆ ก่อน พอลองทำไปเรื่อยๆ จะเริ่มเห็นภาพเองว่า Pattern ไหนเหมาะกับสถานการณ์ไหน
สำคัญที่สุดคือ "อย่าฝืน"! ถ้าใช้ Design Pattern แล้วโค้ดมันซับซ้อนกว่าเดิม แสดงว่าเราอาจจะเลือก Pattern ไม่ถูก หรือยังไม่เข้าใจมันดีพอ ลองกลับไปทบทวนใหม่ หรือปรึกษาคนที่มีประสบการณ์มากกว่า
ก่อนจะใช้ Design Pattern อะไร ต้องเข้าใจปัญหาที่เรากำลังเจออย่างถ่องแท้ก่อนนะน้องๆ ถามตัวเองว่า "เราต้องการแก้ปัญหาอะไร?" "มีข้อจำกัดอะไรบ้าง?" "อะไรคือสิ่งที่เราอยากได้จากโซลูชัน?" ถ้าเราไม่เข้าใจปัญหา การเลือก Design Pattern ก็เหมือนการเดาสุ่ม โอกาสพลาดสูงมาก
พอเข้าใจปัญหาแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการเลือก Design Pattern ที่เหมาะสม ลองดูว่า Pattern ไหนที่แก้ปัญหาแบบเดียวกับที่เราเจอได้ดีที่สุด อ่าน documentations, ดูตัวอย่างโค้ด, หรือปรึกษาคนที่เคยใช้ Pattern นั้นมาก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าเราเลือกถูกทาง
หลังจากเลือก Design Pattern ได้แล้ว ก็ลงมือ implement เลย! แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องทำให้มันสมบูรณ์แบบตั้งแต่แรก ลองเขียนโค้ดแบบง่ายๆ ก่อน แล้วค่อยๆ ปรับปรุงไปเรื่อยๆ เมื่อเราเข้าใจ Pattern นั้นมากขึ้น และเมื่อเราเจอข้อผิดพลาดหรือข้อจำกัดใหม่ๆ อย่าลืมเขียน unit tests เพื่อให้แน่ใจว่าโค้ดเราทำงานได้อย่างถูกต้อง
หลังจาก implement Design Pattern ไปแล้ว อย่าลืม refactor โค้ดของเราอย่างสม่ำเสมอ Refactoring คือการปรับปรุงโค้ดให้ดีขึ้น โดยไม่เปลี่ยน functionality เดิม ลองดูว่าเราสามารถทำให้โค้ดอ่านง่ายขึ้น, ลดความซับซ้อน, หรือเพิ่มประสิทธิภาพได้หรือไม่ การ refactor อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้โค้ดเรา maintainable และ scalable มากขึ้น
ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด! การเรียนรู้จากผู้อื่นเป็นสิ่งสำคัญมาก อ่านโค้ดของคนอื่น, เข้าร่วม community, หรือปรึกษาคนที่เคยใช้ Design Patterns มาก่อน จะช่วยให้เราเข้าใจ Design Patterns ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่คนอื่นเคยเจอมาแล้ว SiamCafe Blog ก็เป็นแหล่งข้อมูลที่ดีนะ ลองเข้าไปอ่านดู
Design Patterns ไม่ใช่ "ยาวิเศษ" ที่จะแก้ได้ทุกปัญหา บางครั้งการเขียนโค้ดแบบธรรมดาๆ ก็เพียงพอแล้ว หรือบางครั้งเราอาจจะใช้ libraries หรือ frameworks ที่มี solutions สำหรับปัญหาที่เราเจออยู่แล้ว
ลองนึกภาพว่าเราต้องการสร้างปุ่มในเว็บแอปพลิเคชันของเรา เราสามารถเขียน HTML และ CSS เองทั้งหมด, ใช้ CSS framework อย่าง Bootstrap หรือ Tailwind, หรือใช้ UI library อย่าง React หรือ Vue ซึ่งแต่ละทางเลือกก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป
| ทางเลือก | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|
| เขียนเองทั้งหมด | ยืดหยุ่นสูง, ควบคุมได้ทุกอย่าง | ใช้เวลานาน, ต้องดูแลเองทั้งหมด |
| CSS Framework | รวดเร็ว, มี components สำเร็จรูปให้ใช้ | ปรับแต่งยาก, ขนาดไฟล์ใหญ่ |
| UI Library | reusable components, performance ดี | learning curve สูง, ต้องเรียนรู้ ecosystem |
| Design Patterns | แก้ปัญหาที่ซับซ้อน, โค้ดเป็นระเบียบ | อาจจะซับซ้อนเกินไปสำหรับปัญหาที่ง่าย, ต้องใช้เวลาเรียนรู้ |
สรุปคือ ไม่มีทางเลือกไหนที่ดีที่สุดเสมอไป! เราต้องเลือกทางเลือกที่เหมาะสมกับสถานการณ์, ข้อจำกัด, และความเชี่ยวชาญของเรา
ตัวอย่าง Code (Singleton Pattern):
class Singleton:
_instance = None
def __new__(cls, *args, **kwargs):
if not cls._instance:
cls._instance = super(Singleton, cls).__new__(cls, *args, **kwargs)
return cls._instance
def __init__(self, data):
if not hasattr(self, 'data'): # prevent re-initialization
self.data = data
# Example Usage
s1 = Singleton("First Instance")
s2 = Singleton("Second Instance") # This won't create a new instance
print(s1.data) # Output: First Instance
print(s2.data) # Output: First Instance (same instance)
print(s1 is s2) # Output: True (same object in memory)
เอาล่ะน้องๆ สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe เนี่ย เจอปัญหาจุกจิกเยอะแยะไปหมด Design Patterns ที่เราคุยกันมา มันช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะจริงๆ แต่จะใช้ให้เวิร์ค ต้องมีเคล็ดลับนิดหน่อย
1. อย่า Over-Engineer: สมัยก่อนผมบ้าพลัง อยากเขียนโค้ดให้มันเทพๆ ใช้ Design Patterns ทุกอันที่มีในหนังสือ สุดท้ายโค้ดมันซับซ้อนเกินเหตุ แก้บั๊กทีนึงร้องไห้เลย จำไว้ว่าใช้ Design Pattern เฉพาะตอนที่มันจำเป็นจริงๆ เท่านั้น
2. เริ่มจาก Simple Solution ก่อน: บางทีปัญหาที่เจอมันไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น อย่าเพิ่งรีบร้อนใช้ Design Pattern ขั้นเทพ ลองเขียนโค้ดแบบตรงไปตรงมาก่อน ถ้ามันเริ่มยุ่งยากค่อย Refactor ไปใช้ Pattern ที่เหมาะสม
3. เข้าใจ Context ของ Problem: Design Pattern ไม่ใช่ยาวิเศษที่แก้ได้ทุกโรค แต่ละ Pattern มันถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะอย่าง ต้องเข้าใจบริบทของปัญหาให้ดีก่อนเลือกใช้ Pattern ที่ถูกต้อง ไม่งั้นอาจจะยิ่งแก้ไม่ตก
4. Refactor อย่างสม่ำเสมอ: Code ที่เราเขียนวันนี้ มันอาจจะดูดี แต่พอเวลาผ่านไป requirements เปลี่ยน โค้ดมันอาจจะเริ่มเน่า ต้อง Refactor code อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ code มัน maintainable และ extensible
ยกตัวอย่าง สมมติเรามี code ที่จัดการกับ User Roles (Admin, User, Guest) ถ้าเราเขียนแบบ if-else ซ้อนๆ กัน มันจะยุ่งเหยิงมาก
if (user.role == "admin") {
// do admin stuff
} else if (user.role == "user") {
// do user stuff
} else if (user.role == "guest") {
// do guest stuff
}
แต่ถ้าเราใช้ Strategy Pattern มันจะทำให้ code เรา clean ขึ้นเยอะเลย
น้องเอ๊ย สมัยผมเขียนโปรแกรมใหม่ๆ ไม่รู้จัก Design Patterns เขียนโค้ดแบบมั่วๆ ไปเรื่อย ผลคือแก้บั๊กทีนึงเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร Design Patterns ช่วยให้โค้ดเราเป็นระบบ ระเบียบ อ่านง่าย เข้าใจง่าย แก้ไขง่าย และที่สำคัญคือลดเวลาในการพัฒนาไปเยอะเลย
มันก็มีทั้งง่ายและยากแหละครับ Pattern บางอันเข้าใจง่าย (เช่น Singleton) บางอันก็ซับซ้อน (เช่น Visitor) แต่ถ้าเราค่อยๆ เรียนรู้ ทำความเข้าใจ และลองเอาไปใช้จริงๆ เดี๋ยวก็คล่องเอง
ผมแนะนำให้เริ่มจาก Singleton, Factory Method, Observer, และ Strategy ก่อนครับ พวกนี้เป็น Pattern พื้นฐานที่เจอบ่อย และเอาไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย
ไม่เสมอไปครับ ถ้า Project มันเล็กๆ ง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ Design Patterns ก็ได้ แต่ถ้า Project มันใหญ่ ซับซ้อน และมีโอกาสเปลี่ยนแปลง requirements บ่อยๆ การใช้ Design Patterns จะช่วยให้เราจัดการกับความซับซ้อนได้ดีขึ้นเยอะ
Design Patterns มันเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มาก แต่ต้องใช้ให้ถูกที่ ถูกเวลา และที่สำคัญคือต้องเข้าใจมันอย่างแท้จริง อย่าสักแต่ว่าเอาไปแปะๆ โดยไม่เข้าใจว่ามันทำงานยังไง ไม่งั้นมันจะกลายเป็นดาบสองคมแทน
ลองเอาไปฝึกฝน ลองเอาไปใช้ใน Project จริง แล้วน้องๆ จะเห็นว่า Design Patterns มันช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลยครับ iCafeForex ก็ใช้ Design Patterns นะรู้ยัง!
แล้วอย่าลืมแวะไปอ่านบทความอื่นๆ ใน SiamCafe Blog ด้วยนะ มีเรื่องราว IT สนุกๆ อีกเพียบ!