IT General
น้องๆ เคยสงสัยไหมว่า AI มันฉลาดได้ยังไง? คำตอบง่ายๆ คือมันต้อง "เรียนรู้" ครับ แล้วมันเรียนรู้จากอะไร? ก็จาก "ข้อมูล" นี่แหละ แต่ข้อมูลดิบๆ มันก็เหมือนกองทราย ต้องมีการจัดระเบียบก่อน AI ถึงจะเอาไปใช้ได้ Data Labeling ก็คือการ "ติดป้าย" หรือ "ใส่คำอธิบาย" ให้กับข้อมูลเหล่านั้นแหละครับ
สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe เนี่ย (ตั้งแต่ปี 1997 นะ!) เรายังไม่มี AI อะไรแบบนี้หรอก แต่หลักการคล้ายๆ กัน คือต้องจัดระเบียบข้อมูลลูกค้า ข้อมูลเกม ข้อมูลโปรโมชั่น ให้เป็นระบบ ไม่งั้นเละตุ้มเป๊ะ Data Labeling ก็เหมือนกัน ช่วยให้ AI เข้าใจข้อมูลได้ถูกต้อง แม่นยำ และทำงานได้ตามที่เราต้องการ
ถ้า Data Labeling ไม่ดี AI ก็จะ "งง" เหมือนเด็กที่อ่านหนังสือไม่ออก แล้วจะให้มันทำอะไรได้? สรุปง่ายๆ คือ Data Labeling ที่ดี คือหัวใจสำคัญของ AI ที่ฉลาดครับ SiamCafe Blog มีบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกเยอะ ลองเข้าไปอ่านดูนะ
ข้อมูลมันมีหลายประเภทครับน้องๆ รูปภาพ วิดีโอ เสียง ข้อความ แต่ละประเภทก็ต้อง Label ต่างกันไป เช่น รูปภาพ ก็อาจจะต้อง Label ว่า "แมว" "สุนัข" "รถยนต์" หรือวิดีโอ ก็อาจจะต้อง Label ว่า "คนเดิน" "รถวิ่ง" "ไฟแดง"
สมัยก่อนตอนทำร้านเน็ต เราก็ต้อง Label ประเภทลูกค้าเหมือนกัน ลูกค้าเล่นเกม ลูกค้าพิมพ์งาน ลูกค้าแชท แต่สมัยนี้มันซับซ้อนกว่าเยอะครับ AI มันต้องจัดการกับข้อมูลที่หลากหลายและซับซ้อนกว่านั้นมาก
การ Label ก็มีหลายแบบอีก เช่น
เลือกให้ถูกประเภทนะครับน้องๆ ไม่งั้น AI มันจะงงเต็กเลย
การเริ่มต้นทำ Data Labeling ไม่ยากอย่างที่คิดครับ แต่ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนก่อน ว่าเราต้องการให้ AI ทำอะไรได้ แล้วค่อยเลือกข้อมูลและวิธีการ Label ที่เหมาะสม
เหมือนตอนผมเปิดร้านเน็ตใหม่ๆ ก็ต้องวางแผนก่อน ว่าจะเน้นเกมอะไร ลูกค้ากลุ่มไหน แล้วค่อยจัดเตรียมเครื่อง จัดเตรียมโปรแกรม ให้พร้อมใช้งาน Data Labeling ก็เหมือนกัน ต้องวางแผนให้ดีก่อนลงมือทำ
มีเครื่องมือให้เลือกใช้เยอะแยะครับ ทั้งแบบฟรีและเสียเงิน ลองหาดูที่เหมาะกับงานของเรา เช่น Labelbox, Supervisely, CVAT แต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป
สมัยก่อนเราใช้โปรแกรมจัดการร้านเน็ตสำเร็จรูป แต่ก็ต้องมาปรับแต่งเองเยอะเหมือนกัน เครื่องมือ Data Labeling ก็เหมือนกัน ต้องเลือกที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการของเรา
Guidelines คือคู่มือการ Label ที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกคนที่ทำงานร่วมกัน Label ข้อมูลได้เหมือนกัน ไม่งั้นข้อมูลจะมั่วไปหมด Guidelines ต้องครอบคลุมทุกกรณีที่อาจเกิดขึ้นได้
ตอนทำร้านเน็ตก็ต้องมีกฎระเบียบชัดเจน ลูกค้าต้องทำอะไรได้บ้าง ทำอะไรไม่ได้บ้าง Data Labeling ก็เหมือนกัน ต้องมี Guidelines ที่ชัดเจน เพื่อให้ข้อมูลที่ได้มีคุณภาพ
# ตัวอย่าง Guidelines การ Label รูปภาพแมว
# 1. ลาก Bounding Box รอบตัวแมวให้พอดี
# 2. Label ว่า "cat"
# 3. ถ้าแมวมีหลายตัว ให้ Label ทุกตัว
# 4. ถ้าแมวโดนบังบางส่วน ให้ Label เท่าที่เห็น
Data Labeling มันก็มีทางเลือกอื่นเหมือนกันนะ เช่น Data Augmentation หรือ Self-Supervised Learning แต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป
Data Augmentation คือการสร้างข้อมูลใหม่จากข้อมูลเดิม เช่น หมุนรูปภาพ กลับรูปภาพ หรือเพิ่ม Noise Self-Supervised Learning คือการให้ AI เรียนรู้จากข้อมูลที่ไม่ Label แต่สองวิธีนี้ก็ยังต้องพึ่ง Data Labeling ในระดับหนึ่งครับ
| วิธีการ | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|
| Data Labeling | แม่นยำ, ควบคุมได้ | ใช้เวลานาน, ค่าใช้จ่ายสูง |
| Data Augmentation | ประหยัดเวลา, สร้างข้อมูลได้เยอะ | อาจทำให้ข้อมูลบิดเบือน, ต้องใช้ร่วมกับ Data Labeling |
| Self-Supervised Learning | ไม่ต้อง Label ข้อมูล, เรียนรู้ได้เอง | ซับซ้อน, ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก, ประสิทธิภาพอาจไม่ดีเท่า Data Labeling |
สรุปคือ Data Labeling ยังเป็นวิธีที่สำคัญที่สุดในการสร้าง AI ที่ฉลาด แต่ก็ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงานของเรา SiamCafe Blog มีบทความเปรียบเทียบทางเลือกอื่นๆ อีกเยอะ ลองเข้าไปอ่านดูนะครับ
เอาล่ะน้องๆ มาถึงส่วนสำคัญที่พี่บอมอยากจะแชร์จากประสบการณ์จริง สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe น่ะ บอกเลยว่า data labeling นี่สำคัญกว่าที่คิดเยอะมาก มันคือหัวใจของการเทรน AI เลยนะ
สมัยก่อนไม่มีเครื่องมือ advanced แบบสมัยนี้หรอก ต้องทำมือกันเองแทบทั้งหมด เคยเจอเคสลูกค้าส่งข้อมูลมาให้ label ผิดๆ ถูกๆ เพียบเลย สุดท้ายต้องมานั่งแก้กันหน้าดำคร่ำเครียด เสียเวลาไปเยอะมาก
ฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ "ความถูกต้อง" และ "ความสม่ำเสมอ" ต้องมีไกด์ไลน์ชัดเจน และทีมงานต้องเข้าใจตรงกันหมด ไม่งั้นข้อมูลที่ได้มาจะเละเทะ เอาไปเทรน AI ก็พัง
1. ไกด์ไลน์ชัดเจน สำคัญกว่าที่คิด: อย่าคิดว่าทุกคนจะเข้าใจเหมือนกัน น้องต้องเขียนไกด์ไลน์ให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยกตัวอย่างเคสต่างๆ ที่อาจจะเจอ และวิธีแก้ปัญหา
ยกตัวอย่าง สมมติว่าเรากำลัง label รูปภาพแมว อาจจะต้องระบุให้ชัดเจนว่า "แมวที่อยู่ในรูปต้องเห็นหน้าอย่างน้อย 50% ถึงจะ label ได้" หรือ "ถ้าแมวใส่หมวก ให้ label หมวกด้วย" อะไรแบบนี้
2. ตรวจสอบซ้ำ: อย่าไว้ใจใครทั้งนั้น! (รวมถึงตัวเราเองด้วย) ต้องมีกระบวนการตรวจสอบซ้ำเสมอ อาจจะให้คน 2-3 คน label ข้อมูลชุดเดียวกัน แล้วเอามาเทียบกัน ถ้าไม่ตรงกัน ก็ต้องมานั่งคุยกันว่าใครถูกใครผิด
3. ใช้เครื่องมือให้เป็นประโยชน์: สมัยนี้มีเครื่องมือ data labeling ให้เลือกใช้เยอะแยะมากมาย เลือกอันที่เหมาะกับงานของเรา และเรียนรู้วิธีใช้ให้คล่อง จะช่วยประหยัดเวลาไปได้เยอะมาก
4. ทำ Error Analysis อย่างสม่ำเสมอ: หลังจากเทรน AI แล้ว อย่าลืมวิเคราะห์ว่า AI ของเราผิดพลาดตรงไหน แล้วเอาข้อมูลเหล่านั้นกลับมาปรับปรุงไกด์ไลน์ และ label ข้อมูลใหม่ จะช่วยให้ AI ของเราเก่งขึ้นเรื่อยๆ
น้องลองนึกภาพตามนะ ถ้าเราอยากสอนให้เด็กรู้จัก "แมว" เราก็ต้องเอารูปแมวให้เด็กดูเยอะๆ แล้วบอกว่า "นี่คือแมว" Data Labeling ก็เหมือนกัน เราต้อง label ข้อมูลให้ AI รู้ว่าอะไรคืออะไร เพื่อให้ AI เรียนรู้และเข้าใจโลกได้
ถ้าข้อมูลน้อยๆ ก็ไม่ยากหรอก แต่ถ้าข้อมูลเยอะๆ นี่บอกเลยว่าเหนื่อย! ที่สำคัญคือต้องมีความอดทน และมีความละเอียดรอบคอบ
สมัยก่อนพี่ใช้แค่โปรแกรม Paint กับ Excel เองน้อง (หัวเราะ) แต่สมัยนี้มีเครื่องมือให้เลือกใช้เยอะมาก ขึ้นอยู่กับประเภทของข้อมูล และงบประมาณที่เรามี SiamCafe Blog มีบทความแนะนำเครื่องมือ Data Labeling อยู่ลองไปอ่านดูนะ
ไม่จำเป็นต้องเป็น expert ด้าน AI ก็ทำ Data Labeling ได้ แต่ถ้ามีความรู้พื้นฐานบ้างก็จะช่วยให้เข้าใจภาพรวมได้ดีขึ้น
Data Labeling คือหัวใจของการสร้าง AI ที่ฉลาดและแม่นยำ ต้องให้ความสำคัญกับความถูกต้องและความสม่ำเสมอ เลือกใช้เครื่องมือให้เป็นประโยชน์ และอย่าลืมตรวจสอบซ้ำเสมอ ที่สำคัญคือต้องมีความอดทน เพราะมันคืองานที่ต้องใช้เวลาและความละเอียดอ่อน
สุดท้ายนี้ พี่บอมขอฝากไว้ว่า AI เก่งไม่เก่ง ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่เราป้อนให้มัน ถ้าข้อมูลดี AI ก็จะเก่ง ถ้าข้อมูลห่วย AI ก็จะห่วยตาม iCafeForex ก็เหมือนกัน ถ้าเราเทรดด้วยข้อมูลที่ไม่ดี ก็มีแต่จะเจ๊งนะน้อง!