Cloud Disaster Recovery Planning Cloud

Cloud Disaster Recovery Planning

📅 2026-02-09 | โดย อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์ — SiamCafe.net Since 1997

Cloud Disaster Recovery Planning คืออะไร / ทำไมถึงสำคัญ

น้องๆ เคยคิดไหมว่าถ้าวันนึงข้อมูลสำคัญของบริษัทหายไปหมด จะเกิดอะไรขึ้น? สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe เนี่ย เคยไฟดับบ่อยมาก (หัวเราะ) แต่โชคดีที่ข้อมูลลูกค้าไม่ได้หายไปไหน เพราะเรา Backup ไว้ตลอด แต่ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆ ที่ข้อมูลสำคัญกว่านั้นล่ะ? Cloud Disaster Recovery Planning (Cloud DR) คือแผนสำรองฉุกเฉินบน Cloud ที่จะช่วยให้ธุรกิจกลับมาทำงานได้ปกติอย่างรวดเร็วที่สุดหลังเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือแม้แต่โดนแฮกเกอร์เล่นงาน

Cloud DR ไม่ใช่แค่การ Backup ข้อมูลนะ แต่มันคือการจำลองระบบทั้งหมดของบริษัทไว้บน Cloud พอเกิดเหตุ ระบบจะสลับไปทำงานบน Cloud แทน ทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สำคัญมากๆ เพราะ downtime หรือช่วงเวลาที่ระบบล่มเนี่ย มันหมายถึง "เงิน" ที่หายไป แถมยังกระทบกับความน่าเชื่อถือของบริษัทอีกด้วย

พื้นฐานที่ต้องรู้

RTO และ RPO คืออะไร?

RTO (Recovery Time Objective) คือ "เป้าหมายระยะเวลาการกู้คืน" หมายถึงเราตั้งเป้าไว้ว่าจะกู้ระบบกลับมาให้ได้ภายในกี่ชั่วโมง กี่นาที ยิ่ง RTO น้อยเท่าไหร่ ยิ่งดี เพราะหมายถึง downtime น้อยลง

RPO (Recovery Point Objective) คือ "เป้าหมายจุดกู้คืน" หมายถึงเรายอมรับได้ไหมว่าข้อมูลจะหายไปบ้าง? เช่น RPO 1 ชั่วโมง หมายความว่า ข้อมูลล่าสุดที่กู้คืนได้ อาจจะเก่ากว่าข้อมูลปัจจุบัน 1 ชั่วโมง

สมัยก่อนตอนทำร้านเน็ต RTO/RPO อาจจะไม่สำคัญเท่าไหร่ แค่ Restart เครื่อง Server ก็จบ (ฮา) แต่สำหรับธุรกิจใหญ่ๆ มันคือเรื่องคอขาดบาดตายเลยนะ

ประเภทของ Cloud DR

Cloud DR มีหลายแบบให้เลือกใช้ ขึ้นอยู่กับงบประมาณและความต้องการของแต่ละบริษัท

เลือกแบบไหน ก็ต้องดูว่า "คุ้ม" กับความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นไหมนะ

วิธีใช้งาน / เริ่มต้นยังไง

การเริ่มต้นทำ Cloud DR ไม่ยากอย่างที่คิด แต่ต้องวางแผนให้ดี เริ่มจากประเมินความเสี่ยงก่อนว่าอะไรคือสิ่งที่บริษัทกลัวที่สุด ข้อมูลอะไรสำคัญที่สุด แล้วค่อยเลือกวิธีการที่เหมาะสม

ขั้นตอนปฏิบัติจริง

ประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment)

อันนี้สำคัญมาก ต้องรู้ก่อนว่าอะไรคือ "จุดอ่อน" ของระบบเราบ้าง เช่น Server เก่าไปไหม? ระบบรักษาความปลอดภัยดีพอหรือยัง? พนักงานมีความรู้ความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยแค่ไหน?

สมัยก่อนร้านเน็ตผมโดนเด็กแฮกประจำ (หัวเราะ) เพราะไม่ได้ Update Patch Security แต่สมัยนี้ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆ ต้องระวังเรื่อง Ransomware ด้วยนะ


# ตัวอย่างการ scan port
nmap -p 1-1000 

Code ข้างบนเป็นตัวอย่างการ Scan Port เพื่อดูว่ามีช่องโหว่ตรงไหนบ้าง แต่แนะนำให้ใช้ Tool ที่ advance กว่านี้ เช่น Nessus หรือ OpenVAS นะ

เลือกผู้ให้บริการ Cloud (Cloud Provider)

มีหลายเจ้าให้เลือก ทั้ง AWS, Azure, Google Cloud แต่ละเจ้าก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน ต้องศึกษาให้ดีว่าเจ้าไหนเหมาะกับความต้องการของบริษัทเรามากที่สุด

สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ ราคา, ความน่าเชื่อถือ, Support และ Services ที่มีให้

สร้างแผน DR (DR Plan)

DR Plan คือ "คู่มือ" ที่บอกว่าต้องทำอะไรบ้างเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ใครต้องทำอะไร เมื่อไหร่ ต้องละเอียดและชัดเจน

ใน DR Plan ต้องมี:

อย่าลืมทดสอบ DR Plan เป็นประจำด้วยนะ! เพราะของจริงอาจจะไม่เหมือนกับที่คิดไว้ก็ได้

SiamCafe Blog

🎬 วิดีโอแนะนำ

ดูวิดีโอเพิ่มเติมเกี่ยวกับCloud Disaster Recovery Planning:

เปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น

Cloud DR ไม่ใช่ทางเลือกเดียวสำหรับการทำ Disaster Recovery ยังมีทางเลือกอื่นอีก เช่น การทำ DR บน On-Premise หรือการใช้ Co-location แต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน

ทางเลือก ข้อดี ข้อเสีย
Cloud DR ยืดหยุ่น, Scale ได้ง่าย, ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นต่ำ ต้องพึ่งพา Internet, อาจมีปัญหาเรื่อง Security
On-Premise DR ควบคุมได้เต็มที่, Security สูง ค่าใช้จ่ายสูง, ต้องดูแลรักษาเอง
Co-location DR มีความน่าเชื่อถือสูง, มี Support จากผู้ให้บริการ ค่าใช้จ่ายสูง, ต้องเดินทางไปดูแลรักษาเอง

เลือกแบบไหน ก็ต้องดูว่าเหมาะกับ Budget และความต้องการของบริษัทเรามากที่สุด

สมัยก่อนตอนทำร้านเน็ต เราทำ DR แบบบ้านๆ คือมี Server สำรองอีกเครื่องนึง (หัวเราะ) แต่สมัยนี้มี Cloud DR แล้ว ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลย

หวังว่าน้องๆ จะเข้าใจเรื่อง Cloud DR มากขึ้นนะ ถ้ามีคำถามอะไร ถามมาได้เลย!

SiamCafe Blog ส่วนที่ 2 (500+ คำ): - H2: ข้อดีข้อเสียของ Cloud DR - H3: ข้อดี (3+ หัวข้อย่อย) - H3: ข้อเสีย (3+ หัวข้อย่อย) - H2: Cloud DR Provider เจ้าดัง (AWS, Azure, GCP) - H3: เปรียบเทียบ Feature สำคัญ (2-3 หัวข้อย่อย)

ข้อดีข้อเสียของ Cloud DR

Cloud DR ก็เหมือนเหรียญสองด้าน มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่เราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจใช้งาน

ข้อดี

ความยืดหยุ่น (Flexibility)

Cloud DR มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับขนาดทรัพยากรได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเพิ่ม Server, เพิ่ม Storage หรือปรับ Network ก็ทำได้ง่ายและรวดเร็ว

สมัยก่อนตอนทำร้านเน็ต ถ้าอยากเพิ่มเครื่อง Server ต้องไปซื้อ Hardware มาติดตั้งเอง เสียเวลาเป็นวันๆ แต่ Cloud นี่แค่คลิกไม่กี่ทีก็ได้แล้ว

ความคุ้มค่า (Cost-Effectiveness)

Cloud DR ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนและดูแลรักษาระบบ DR เพราะเราไม่ต้องซื้อ Hardware เอง ไม่ต้องจ้างคนมาดูแล ไม่ต้องเสียค่าไฟ

จ่ายแค่ค่าบริการที่ใช้จริง (Pay-as-you-go) ทำให้ประหยัดเงินในระยะยาว

ความรวดเร็ว (Speed)

Cloud DR ช่วยให้เรากู้คืนระบบได้อย่างรวดเร็ว ลด downtime และความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น

ด้วยระบบ Automation และ Orchestration ทำให้การ Activate ระบบ DR เป็นไปอย่างราบรื่น

การเข้าถึงจากทุกที่ (Accessibility)

ทีมงานสามารถเข้าถึงระบบ DR ได้จากทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต ทำให้การกู้คืนระบบทำได้แม้ในช่วงเวลาที่เกิดภัยพิบัติ

ข้อเสีย

ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย (Security Risks)

การใช้ Cloud DR หมายถึงการฝากข้อมูลสำคัญไว้กับผู้ให้บริการ Cloud ซึ่งอาจมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น การถูกแฮก หรือการรั่วไหลของข้อมูล

ต้องเลือกผู้ให้บริการ Cloud ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง และมีการเข้ารหัสข้อมูลอย่างเข้มงวด

การพึ่งพาอินเทอร์เน็ต (Internet Dependency)

Cloud DR ต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ต หากอินเทอร์เน็ตล่มหรือไม่เสถียร การกู้คืนระบบก็จะทำได้ยาก

ต้องมีแผนสำรองสำหรับกรณีที่อินเทอร์เน็ตล่ม เช่น การใช้ Cellular Backup หรือการมี Internet Provider หลายราย

ความซับซ้อน (Complexity)

การออกแบบและจัดการระบบ Cloud DR อาจมีความซับซ้อน ต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Cloud Computing และ Disaster Recovery เป็นอย่างดี

อาจต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญมาช่วยในการออกแบบและติดตั้งระบบ

ค่าใช้จ่ายแฝง (Hidden Costs)

นอกจากค่าบริการ Cloud แล้ว อาจมีค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ เช่น ค่า Data Transfer, ค่า Storage หรือค่า Support ที่ต้องพิจารณา

Cloud DR Provider เจ้าดัง (AWS, Azure, GCP)

ในตลาด Cloud DR มีผู้ให้บริการหลายราย แต่เจ้าใหญ่ๆ ที่เป็นที่นิยมก็คือ AWS, Azure และ GCP แต่ละเจ้าก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน

เปรียบเทียบ Feature สำคัญ

Replication และ Failover

AWS มีบริการ CloudEndure Disaster Recovery ที่ช่วยให้เรา Replication ระบบจาก On-Premise หรือ Cloud อื่นๆ ไปยัง AWS ได้อย่างง่ายดาย และมีระบบ Failover อัตโนมัติ

Azure มี Azure Site Recovery ที่มีความสามารถคล้ายกัน แต่เน้นการทำงานร่วมกับระบบ Windows Server และ Hyper-V

GCP มี Disaster Recovery Service ที่กำลังพัฒนาอยู่ แต่ก็สามารถใช้ Google Compute Engine ร่วมกับ Persistent Disk Replication เพื่อสร้างระบบ DR ได้

ราคา

ราคาของแต่ละเจ้าก็แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับ Resources ที่ใช้และระยะเวลาในการใช้งาน ต้องเปรียบเทียบราคาให้ดีก่อนตัดสินใจ

AWS มีข้อดีคือมีตัวเลือกในการ Optimize Cost ที่หลากหลาย เช่น Spot Instances หรือ Reserved Instances

Azure มี Azure Hybrid Benefit ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายสำหรับลูกค้าที่มี License Windows Server อยู่แล้ว

GCP มี Sustained Use Discounts ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายเมื่อใช้งาน Resources เป็นระยะเวลานาน

Best Practices / เคล็ดลับจากประสบการณ์

เอาล่ะน้องๆ มาถึงส่วนสำคัญที่เราจะคุยกันถึง Best Practices หรือเคล็ดลับที่พี่สั่งสมมาตลอด 28+ ปีในวงการ IT ตั้งแต่สมัยร้านเน็ตคาเฟ่เฟื่องฟู พี่เคยเจอมาหมดแล้ว ทั้งไฟดับ น้ำท่วม ไวรัสระบาด ฮาร์ดดิสก์พัง ดังนั้นประสบการณ์ตรงนี่แหละคือครูที่ดีที่สุด

Disaster Recovery (DR) ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่มันคือเรื่องของการวางแผน การเตรียมพร้อม และการทดสอบอย่างสม่ำเสมอ คิดซะว่ามันคือการซ้อมหนีไฟ ยิ่งซ้อมบ่อย ยิ่งรอดตายจริง

3 เทคนิคที่ใช้ได้จริง

1. 3-2-1 Backup Rule: กฎทองของการสำรองข้อมูล

สมัยก่อนตอนทำร้านเน็ต พี่จะย้ำกับลูกน้องเสมอว่า "ข้อมูลสำคัญ ต้องมี 3 copies, เก็บไว้ 2 media ที่ต่างกัน, และมี 1 offsite" นั่นแหละคือหัวใจของ 3-2-1 Backup Rule

ลองนึกภาพตามนะ มีข้อมูลต้นฉบับอยู่ใน Cloud (1 copy), สำรองไว้ใน NAS ที่ออฟฟิศ (2nd media, 2 copies), และอัพโหลดขึ้น Cloud Storage อีกที่นึง (offsite, 3 copies) ถ้าทำแบบนี้ ต่อให้เกิดอะไรขึ้น ข้อมูลก็ยังปลอดภัย

2. Recovery Time Objective (RTO) & Recovery Point Objective (RPO): รู้เป้าหมาย ชีวิตง่ายขึ้น

RTO คือ "นานแค่ไหนถึงจะกลับมาใช้งานได้?" ส่วน RPO คือ "ข้อมูลหายได้มากสุดแค่ไหน?" สองค่านี้สำคัญมาก เพราะมันจะกำหนดว่าเราต้องลงทุนกับ DR มากแค่ไหน

ถ้า RTO คือ 1 ชั่วโมง และ RPO คือ 15 นาที เราอาจจะต้องใช้ระบบ Replication แบบ Real-time แต่ถ้า RTO คือ 24 ชั่วโมง และ RPO คือ 1 วัน เราอาจจะใช้แค่ Backup แบบรายวันก็พอ

3. DR Drill: ซ้อมรบจริง เจ็บจริง

DR Plan ที่ดี ต้องมีการทดสอบอย่างสม่ำเสมอ อย่ารอให้เกิดเหตุการณ์จริงแล้วค่อยมาลองทำ มันเหมือนกับการซ้อมหนีไฟนั่นแหละ ต้องมีการจำลองสถานการณ์ต่างๆ เช่น Server ล่ม ระบบเครือข่ายขัดข้อง หรือแม้แต่ Datacenter ไฟไหม้ แล้วดูว่า DR Plan ของเรามัน Work จริงไหม

สมัยก่อนตอนทำร้านเน็ต พี่เคยจำลองสถานการณ์ไฟดับ โดยการสับคัทเอาท์ แล้วดูว่า UPS ทำงานได้ตามที่คาดหวังไหม Server สลับไปใช้ Backup Server ได้ไหม ลูกค้ายังเล่นเกมได้ต่อไหม นี่คือตัวอย่างของการ DR Drill ง่ายๆ

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Cloud DR มันแพงไหม?

มันขึ้นอยู่กับ RTO และ RPO ที่เราต้องการ ถ้าต้องการ RTO ที่ต่ำมากๆ (แทบจะ Zero Downtime) ก็อาจจะต้องลงทุนกับระบบ Replication ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ถ้า RTO ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น การใช้ Backup และ Restore ก็เป็นทางเลือกที่ประหยัดกว่า

ต้องใช้เครื่องมืออะไรบ้าง?

มีเครื่องมือให้เลือกใช้เยอะมาก ทั้งของ Cloud Provider เอง (เช่น AWS Backup, Azure Backup, Google Cloud Backup) หรือของ Third-party Vendor (เช่น Veeam, Commvault) เลือกเครื่องมือที่ตอบโจทย์ความต้องการและงบประมาณของเรา

ต้องมีทีมงาน IT กี่คน?

ขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของระบบ IT ของเรา ถ้าเป็นบริษัทเล็กๆ อาจจะมี IT Support แค่คนเดียว แต่ถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่ อาจจะต้องมีทีม DR เฉพาะเลย

สรุป

Cloud Disaster Recovery Planning ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยการวางแผน การเตรียมพร้อม และการทดสอบอย่างสม่ำเสมอ อย่ามองข้ามเรื่องนี้ เพราะมันอาจจะเป็นตัวตัดสินว่าธุรกิจของเราจะอยู่รอดได้หรือไม่ในวันที่เกิดภัยพิบัติ

จำไว้ว่า 3-2-1 Backup Rule, RTO/RPO, และ DR Drill คือหัวใจสำคัญของการทำ Cloud DR ที่มีประสิทธิภาพ ลองเอาไปปรับใช้กับธุรกิจของน้องๆ ดูนะครับ iCafeForex สนับสนุนทุกคนให้ประสบความสำเร็จ

สุดท้ายนี้ อย่าลืมติดตามข่าวสารและบทความดีๆ เกี่ยวกับ IT ได้ที่ SiamCafe Blog นะครับ