วิธีล้างไฟล์ขยะ Windows Hardware

วิธีล้างไฟล์ขยะ Windows

📅 2026-02-09 | โดย อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์ — SiamCafe.net Since 1997

ล้างไฟล์ขยะ Windows: ทำไมต้องทำ และทำยังไง?

น้องๆ เคยไหม? ใช้คอมไปนานๆ แล้วมันอืดๆ หน่วงๆ ทั้งๆ ที่สเปคก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไฟล์ขยะในเครื่องเรามันเยอะเกินไปนั่นเอง สมัยผมทำร้านเน็ตนี่เจอบ่อยมาก เด็กๆ เล่นเกม ลงโปรแกรมอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด

ไฟล์ขยะเนี่ย มันคือไฟล์ที่ไม่จำเป็นต่อการทำงานของ Windows หรือโปรแกรมต่างๆ ไฟล์พวกนี้มักจะเกิดจากการติดตั้ง/ถอนการติดตั้งโปรแกรม, การใช้งานอินเทอร์เน็ต, หรือแม้แต่การทำงานปกติของระบบเอง

ทำไมต้องล้าง? ลองนึกภาพห้องเก็บของรกๆ ที่มีของที่ไม่ใช้แล้วกองเต็มไปหมด ทำให้เราหาของที่ต้องการยาก แถมยังเปลืองพื้นที่อีกต่างหาก คอมพิวเตอร์ก็เหมือนกัน ไฟล์ขยะเยอะๆ ทำให้เครื่องทำงานช้าลง, พื้นที่ฮาร์ดดิสก์เหลือน้อยลง, และอาจทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาได้อีกด้วย

ไฟล์ขยะมีอะไรบ้าง?

ไฟล์ขยะมีหลายประเภท แต่ที่เจอบ่อยๆ ก็มี:

วิธีกำจัดไฟล์ขยะแบบง่ายๆ (ไม่ต้องลงโปรแกรมเพิ่ม)

สมัยผมทำร้านเน็ต ผมจะสอนเด็กๆ ในร้านให้ทำความสะอาดเครื่องเองบ้าง เพราะบางทีก็ไม่มีเวลาทำให้ทุกเครื่อง วิธีที่ง่ายที่สุดคือใช้เครื่องมือที่ Windows มีให้อยู่แล้ว

1. Disk Cleanup: เครื่องมือสามัญประจำเครื่อง

Disk Cleanup เป็นเครื่องมือที่ Windows มีมาให้ตั้งแต่สมัย Windows 98 (ใครทันบ้าง!) วิธีใช้งานก็ง่ายมากๆ:

  1. พิมพ์ "Disk Cleanup" ในช่อง Search ของ Windows แล้วกด Enter
  2. เลือกไดรฟ์ที่ต้องการทำความสะอาด (ส่วนใหญ่ก็คือ C:)
  3. รอให้ Windows สแกนหาไฟล์ขยะ
  4. เลือกประเภทของไฟล์ที่ต้องการลบ (ติ๊กถูกหน้าไฟล์ที่เราต้องการ)
  5. กด "OK" แล้วรอให้ Windows ลบไฟล์

ข้อดีของ Disk Cleanup คือใช้งานง่าย ปลอดภัย ไม่ต้องลงโปรแกรมเพิ่ม แต่ข้อเสียคืออาจจะลบไฟล์ขยะได้ไม่หมดจดเท่าโปรแกรมเฉพาะทาง

2. Storage Sense: ผู้ช่วยดูแลพื้นที่อัตโนมัติ

Storage Sense เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาใน Windows 10 และ 11 ฟีเจอร์นี้จะช่วยดูแลพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ของเราโดยอัตโนมัติ โดยจะลบไฟล์ชั่วคราว, ไฟล์ในถังขยะ, และไฟล์ที่ไม่ค่อยได้ใช้โดยอัตโนมัติ

วิธีการเปิดใช้งาน Storage Sense:

  1. ไปที่ Settings -> System -> Storage
  2. เปิด Storage Sense
  3. คลิก "Configure Storage Sense or run it now" เพื่อปรับแต่งการตั้งค่าเพิ่มเติม เช่น กำหนดความถี่ในการลบไฟล์ชั่วคราว หรือกำหนดระยะเวลาที่จะเก็บไฟล์ในถังขยะ

Storage Sense เหมาะสำหรับคนที่ขี้เกียจทำความสะอาดเครื่องเองบ่อยๆ แต่ก็ต้องระวังเรื่องการตั้งค่าด้วย เพราะถ้าตั้งค่าผิดพลาด อาจจะเผลอลบไฟล์ที่สำคัญไปได้

3. Command Prompt: สำหรับคนชอบอะไรที่มันดิบๆ

สำหรับคนที่ชอบอะไรที่มันแมนๆ หน่อย เราสามารถใช้ Command Prompt ในการลบไฟล์ขยะได้เหมือนกัน แต่ต้องระวังนิดนึง เพราะถ้าพิมพ์คำสั่งผิด อาจจะทำให้ระบบเสียหายได้

ตัวอย่างคำสั่งสำหรับการลบไฟล์ชั่วคราว:

del /f /s /q %temp%\*

คำอธิบาย:

คำเตือน: การใช้ Command Prompt ในการลบไฟล์ขยะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ หากไม่มั่นใจ ไม่แนะนำให้ลองทำเอง

4. ล้าง Temporary Files แบบ Manual: ง่ายแต่ต้องขยัน

วิธีนี้ง่ายมากๆ แต่ต้องขยันทำเองบ่อยๆ นั่นคือการเข้าไปลบไฟล์ในโฟลเดอร์ Temporary Files ด้วยตัวเอง

  1. กดปุ่ม Windows + R เพื่อเปิดหน้าต่าง Run
  2. พิมพ์ %temp% แล้วกด Enter
  3. ลบไฟล์ทั้งหมดในโฟลเดอร์นั้น

วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการควบคุมการลบไฟล์ด้วยตัวเอง แต่ก็ต้องขยันเข้าไปลบไฟล์บ่อยๆ เพราะไฟล์ชั่วคราวจะถูกสร้างขึ้นมาเรื่อยๆ

🎬 วิดีโอแนะนำ

ดูวิดีโอเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีล้างไฟล์ขยะ Windows:

ตารางเปรียบเทียบวิธีล้างไฟล์ขยะ Windows

วิธี ข้อดี ข้อเสีย เหมาะสำหรับ
Disk Cleanup ใช้งานง่าย, ปลอดภัย, ไม่ต้องลงโปรแกรมเพิ่ม ลบไฟล์ขยะได้ไม่หมดจดเท่าโปรแกรมเฉพาะทาง ผู้ใช้งานทั่วไป
Storage Sense ดูแลพื้นที่อัตโนมัติ, สะดวก ต้องระวังเรื่องการตั้งค่า, อาจเผลอลบไฟล์สำคัญ ผู้ใช้งานที่ขี้เกียจทำความสะอาดเครื่องเอง
Command Prompt ควบคุมการลบไฟล์ได้ละเอียด ต้องมีความรู้ทางเทคนิค, เสี่ยงต่อการทำผิดพลาด ผู้ใช้งานที่มีความรู้ทางเทคนิค
ล้าง Temporary Files แบบ Manual ควบคุมการลบไฟล์ได้ด้วยตัวเอง ต้องขยันทำเองบ่อยๆ ผู้ใช้งานที่ต้องการควบคุมการลบไฟล์ด้วยตัวเอง

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับน้องๆ นะครับ ลองเอาไปปรับใช้กันดู SiamCafe Blog มีบทความดีๆ อีกเยอะเลย

ถ้าใครมีคำถามอะไรเพิ่มเติม หรืออยากจะแชร์ประสบการณ์การล้างไฟล์ขยะ ก็คอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ SiamCafe Blog ยินดีต้อนรับเสมอ

Best Practices / เคล็ดลับจากประสบการณ์

อย่าลืม System Restore Point ก่อนเสมอ

อันนี้สำคัญมาก! สมัยผมทำร้านเน็ต บางทีล้างไปแล้วเจอโปรแกรมที่ลูกค้าจำเป็นต้องใช้หายไปด้วย สร้าง System Restore Point ไว้ก่อน มันช่วยชีวิตได้จริงๆ นะ ถ้าพลาดพลั้งอะไรไปก็ย้อนกลับมาได้

powershell
# สร้าง System Restore Point
Checkpoint-Computer -Description "Before cleaning junk files" -RestorePointType "MANUAL"

เช็คให้ชัวร์ก่อนลบ Temp Folder

พวก Temp Folder เนี่ย ตัวดีเลย ไฟล์ขยะเยอะมาก แต่บางทีก็มีโปรแกรมที่กำลังใช้งานอยู่ด้วยนะ ก่อนลบเช็คให้ดีว่าไม่มีอะไรที่กำลังรันอยู่ ไม่งั้นอาจจะมีปัญหาได้

cmd
REM ลบไฟล์ใน Temp folder (ต้องระวัง!)
del /q /f "%temp%\*"

Defragment Hard Disk บ้าง

หลังจากล้างไฟล์ขยะไปเยอะๆ Hard Disk มันอาจจะกระจัดกระจาย Defragment สักหน่อยจะช่วยให้เครื่องเร็วขึ้นได้ สมัยก่อนนี่ทำกันเป็นเรื่องปกติเลย

cmd
REM Defragment Hard Disk (Windows)
defrag C: /O /H

ระวัง Registry Cleaner!

Registry Cleaner นี่ดาบสองคมเลยนะ บางทีมันก็ลบ Registry ที่จำเป็นออกไปด้วย ทำให้เครื่องรวนได้ ถ้าไม่ชำนาญจริงๆ อย่าไปยุ่งกับมันเลย

ถ้าจะใช้จริงๆ แนะนำให้ Backup Registry ก่อนเสมอ

cmd
REM Backup Registry (ต้องระวัง!)
reg export HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE registry_backup.reg

FAQ คำถามที่พบบ่อย

ทำไมล้างไฟล์ขยะแล้วเครื่องยังช้าอยู่?

บางทีมันอาจจะไม่ใช่แค่ไฟล์ขยะอย่างเดียวน่ะสิ ลองเช็คดูว่ามีโปรแกรมอะไรที่กิน Resource เครื่องเยอะๆ หรือเปล่า บางที RAM ไม่พอ หรือ Hard Disk ใกล้เต็มก็ทำให้เครื่องช้าได้เหมือนกันนะ

iCafeForex อาจจะมี Solution ด้าน Hardware ด้วย ลองปรึกษาดู

ลบ Folder Windows.old ได้ไหม?

Folder Windows.old เนี่ย มันคือ Folder ที่เก็บ Windows version เก่าเอาไว้น่ะ ถ้ามั่นใจว่า Windows version ใหม่ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ลบได้เลย จะได้พื้นที่คืนมาเยอะเลย แต่ถ้ายังไม่แน่ใจ เก็บไว้ก่อนก็ดี

cmd
REM ลบ Windows.old folder (ต้องระวัง!)
rd /s /q C:\Windows.old

ใช้โปรแกรมล้างเครื่องดีไหม?

โปรแกรมล้างเครื่องก็มีทั้งดีและไม่ดี เลือกดีๆ นะ ดู Review เยอะๆ ก่อนโหลดมาใช้ บางโปรแกรมแถม Malware มาให้ด้วยซ้ำ ผมแนะนำให้ลองใช้ Disk Cleanup ของ Windows ดูก่อนก็ได้ ฟรีและปลอดภัย

ต้องล้างไฟล์ขยะบ่อยแค่ไหน?

อันนี้แล้วแต่การใช้งานของแต่ละคนเลย ถ้าใช้งานหนักๆ ก็ล้างบ่อยหน่อยก็ได้ อาทิตย์ละครั้ง หรือสองอาทิตย์ครั้งก็ยังดี แต่ถ้าใช้งานไม่เยอะ เดือนละครั้งก็พอ

สรุป

การล้างไฟล์ขยะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวังนะ อย่าลืม Backup ข้อมูลสำคัญไว้ก่อนเสมอ และที่สำคัญที่สุดคือ อย่าไปยุ่งกับอะไรที่ไม่เข้าใจ

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะครับ ถ้ามีคำถามอะไรเพิ่มเติม ถามมาได้เลย

ติดตามบทความอื่นๆ ได้ที่ SiamCafe Blog นะครับ