DevOps
น้องๆ เคยสงสัยไหมว่าทำไมแอปที่เราใช้ทุกวันถึงอัปเดตบ่อยจัง? หรือทำไมฟีเจอร์ใหม่ๆ ถึงมาให้เราเล่นกันเร็วขนาดนี้? คำตอบส่วนใหญ่อยู่ที่ CI/CD Pipeline นี่แหละ! สมัยผมทำร้านเน็ตฯ ยังไม่มีอะไรแบบนี้หรอกนะ อยากอัปเดตโปรแกรมทีต้องไล่ลงทีละเครื่อง เหนื่อยสุดๆ
CI/CD ย่อมาจาก Continuous Integration และ Continuous Delivery/Deployment มันคือระบบอัตโนมัติที่ช่วยให้เราพัฒนา, ทดสอบ, และปล่อยซอฟต์แวร์ได้เร็วขึ้นและบ่อยขึ้น โดยที่ความเสี่ยงน้อยลง สมัยก่อนกว่าจะปล่อยโปรแกรมใหม่ทีนึงต้องรอเป็นเดือนๆ เดี๋ยวนี้บางบริษัทปล่อยวันละหลายรอบ!
สำคัญยังไงน่ะเหรอ? ลองนึกภาพว่าถ้าเรายังต้องใช้วิธีแบบเดิมๆ กว่าจะแก้บั๊กได้ทีลูกค้าก็หนีไปหมดแล้ว หรือกว่าจะออกฟีเจอร์ใหม่คู่แข่งก็แซงหน้าไปไกลแล้ว CI/CD ช่วยให้เราปรับตัวได้เร็วขึ้น ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น และที่สำคัญคือลดความเครียดของทีมพัฒนาไปได้เยอะเลย
CI คือการรวมโค้ดจากหลายๆ คนในทีมเข้ามาไว้ในที่เดียวกันบ่อยๆ (อย่างน้อยวันละครั้ง) แล้วก็ทำการทดสอบอัตโนมัติทุกครั้งที่มีการรวมโค้ด เพื่อให้แน่ใจว่าโค้ดที่รวมเข้ามาใหม่ไม่ทำให้ระบบพัง
สมัยก่อนทีมผมกว่าจะรวมโค้ดกันทีนึงต้องมานั่งแก้ conflict กันหัวแตก เดี๋ยวนี้มีเครื่องมือดีๆ อย่าง Git, Jenkins, หรือ GitLab CI/CD ที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ
CD คือการทำให้กระบวนการปล่อยซอฟต์แวร์เป็นไปโดยอัตโนมัติ หลังจากที่ผ่าน CI มาแล้ว CD จะทำการสร้าง package, ทดสอบเพิ่มเติม, และเตรียมพร้อมสำหรับการปล่อยขึ้น production
Delivery กับ Deployment ต่างกันนิดหน่อย Delivery คือการเตรียม package ให้พร้อมสำหรับการปล่อย แต่ยังต้องมีการอนุมัติจากคนก่อนปล่อยจริง ส่วน Deployment คือการปล่อยขึ้น production โดยอัตโนมัติเลย
การทำ CD ที่ดีจะช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดจากคน และทำให้เราสามารถปล่อยซอฟต์แวร์ได้บ่อยขึ้น โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีปัญหา
IaC คือการจัดการ infrastructure (เช่น servers, networks, databases) ด้วยโค้ด แทนที่จะต้องมาคลิกๆ config ใน GUI สมัยผมทำร้านเน็ตฯ ต้องมานั่งลง OS ทีละเครื่อง เดี๋ยวนี้มี IaC ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ!
การใช้ IaC ช่วยให้เราสร้าง environment ที่เหมือนกันได้ง่ายๆ ซ้ำๆ และทำให้การเปลี่ยนแปลง infrastructure เป็นไปอย่างเป็นระบบ และตรวจสอบได้
เอาล่ะ ทีนี้มาถึงวิธีการใช้งาน CI/CD กันบ้าง สำหรับน้องๆ ที่ยังไม่เคยลอง อาจจะดูเหมือนยาก แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด เริ่มจากเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายไปก็ได้
สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจ concept ก่อน แล้วค่อยเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับทีมและโปรเจกต์ของเรา มีเครื่องมือให้เลือกใช้เยอะแยะมากมาย ลองศึกษาดูว่าอันไหนเหมาะกับเราที่สุด
มีเครื่องมือ CI/CD ให้เลือกใช้เยอะมาก แต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ลองศึกษาดูว่าตัวไหนเหมาะกับโปรเจกต์เรามากที่สุด ตัวที่นิยมใช้กันก็เช่น Jenkins, GitLab CI/CD, CircleCI, Travis CI, GitHub Actions
สมัยผมเริ่มทำ CI/CD ใหม่ๆ ใช้ Jenkins เพราะมันฟรีและยืดหยุ่น แต่ก็ต้อง config เยอะหน่อย เดี๋ยวนี้ GitLab CI/CD ก็เป็นที่นิยม เพราะใช้งานง่ายและ integrate กับ Git ได้ดี
Pipeline คือชุดของขั้นตอน (steps) ที่จะถูก execute โดยอัตโนมัติเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงโค้ด Pipeline จะประกอบไปด้วยขั้นตอนต่างๆ เช่น compile, test, build, deploy
แต่ละเครื่องมือ CI/CD ก็จะมี syntax สำหรับการสร้าง pipeline ที่แตกต่างกันไป ลองศึกษา syntax ของเครื่องมือที่เราเลือกใช้ แล้วสร้าง pipeline ที่เหมาะสมกับ workflow ของเรา
# .gitlab-ci.yml
stages:
- build
- test
- deploy
build:
stage: build
script:
- echo "Building the application..."
- ./build.sh
test:
stage: test
script:
- echo "Running tests..."
- ./test.sh
deploy:
stage: deploy
script:
- echo "Deploying the application..."
- ./deploy.sh
หลังจากที่สร้าง pipeline เสร็จแล้ว สิ่งสำคัญคือต้องทดสอบ pipeline ให้แน่ใจว่ามันทำงานได้อย่างถูกต้อง ลอง push โค้ดเข้าไปใน repository แล้วดูว่า pipeline execute ตามที่เราตั้งใจไว้หรือไม่
ถ้ามีอะไรผิดพลาด ก็ให้ debug pipeline แล้วแก้ไขจนกว่ามันจะทำงานได้อย่างถูกต้อง การทดสอบ pipeline อย่างละเอียดจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาใน production
หลังจากที่ pipeline ทำงานได้อย่างถูกต้องแล้ว สิ่งสำคัญคือต้อง monitor pipeline เพื่อให้แน่ใจว่ามันยังคงทำงานได้อย่างถูกต้องอยู่เสมอ ถ้ามีอะไรผิดพลาด เราจะได้รู้ตัวและแก้ไขได้ทันท่วงที
เครื่องมือ CI/CD ส่วนใหญ่จะมี dashboard ที่แสดงสถานะของ pipeline เราสามารถใช้ dashboard นี้เพื่อ monitor pipeline ได้ หรือจะใช้เครื่องมือ monitoring อื่นๆ เช่น Prometheus หรือ Grafana ก็ได้
CI/CD pipeline ไม่ใช่สิ่งที่สร้างเสร็จแล้วจบกัน เราต้องปรับปรุง pipeline อย่างต่อเนื่องเพื่อให้มันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลองมองหาวิธีที่จะทำให้ pipeline เร็วขึ้น, น่าเชื่อถือมากขึ้น, และปลอดภัยมากขึ้นอยู่เสมอ
การปรับปรุง pipeline อย่างต่อเนื่องจะช่วยให้เราพัฒนาซอฟต์แวร์ได้เร็วขึ้นและดีขึ้น และทำให้เราสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
ดูวิดีโอเพิ่มเติมเกี่ยวกับCi Cd Pipeline Best Practices 2026:
แน่นอนว่า CI/CD ไม่ใช่ทางเลือกเดียวในการพัฒนาซอฟต์แวร์ ยังมีวิธีอื่นๆ อีกมากมาย แต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ลองมาดูตารางเปรียบเทียบกันหน่อย
| วิธี | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|
| Manual Deployment | ง่าย, เหมาะสำหรับโปรเจกต์เล็กๆ | ช้า, ผิดพลาดง่าย, ไม่ scalable |
| CI/CD | เร็ว, น่าเชื่อถือ, scalable, ลดความเสี่ยง | ซับซ้อน, ต้องลงทุนในเครื่องมือและ automation |
| Scripted Deployment | เร็วกว่า manual, ลดความผิดพลาด | ต้องเขียน script เอง, ยังไม่ scalable เท่า CI/CD |
จากตารางจะเห็นได้ว่า CI/CD มีข้อดีหลายอย่าง แต่ก็มีความซับซ้อนและต้องลงทุนในเครื่องมือและ automation ถ้าโปรเจกต์ของเราเล็กๆ อาจจะยังไม่คุ้มที่จะใช้ CI/CD แต่ถ้าโปรเจกต์ของเราใหญ่ขึ้นและต้องการความเร็วและความน่าเชื่อถือ CI/CD คือทางเลือกที่ดีที่สุด
อย่าลืมแวะไปอ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจใน SiamCafe Blog นะครับ มีเรื่องราว IT สนุกๆ อีกเพียบ
สมัยผมทำร้านเน็ตฯ ก็ต้องปรับตัวตลอดเวลา เดี๋ยวนี้ DevOps ก็เหมือนกัน ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ อย่าหยุดที่จะพัฒนาตัวเองนะครับน้องๆ
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับน้องๆ นะครับ ถ้ามีคำถามอะไรก็ถามมาได้เลย ยินดีให้คำปรึกษาเสมอครับ และอย่าลืมติดตาม SiamCafe Blog เพื่ออัปเดตความรู้ด้าน IT ใหม่ๆ นะครับ
เอาล่ะ มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุด... เคล็ดลับที่ผมสั่งสมมาจากการทำ CI/CD มาเกือบ 3 ทศวรรษ! สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe นี่แหละ คือสนามทดลอง CI/CD ขนาดย่อมๆ เลย เพราะต้องอัปเดตเกม อัปเดตโปรแกรม ให้เครื่องลูกข่าย 50 เครื่องพร้อมกันทุกวัน ลองผิดลองถูกมาเยอะ เจ็บมาเยอะ เลยอยากจะมาแชร์ให้ฟัง
เคยไหม? แก้โค้ดเยอะแยะไปหมด แล้วพอ Commit ขึ้นไป พัง! หาจุดผิดแทบตาย... นั่นแหละ คือปัญหาของการ Commit แบบ "Big Bang" แก้เยอะ Commit ทีเดียว
สิ่งที่ควรทำคือ "Atomic Commits" หรือการ Commit แบบย่อยๆ แต่ละ Commit ควรแก้ปัญหาเดียว หรือเพิ่ม Feature เล็กๆ อันเดียว ข้อดีคือ ถ้าพัง ก็ Rollback ง่าย หาจุดผิดเจอไว แถมยังทำให้ Code Review ง่ายขึ้นด้วย
git commit -m "Fix: แก้ไข Bug เรื่องการ Login"
git commit -m "Feat: เพิ่ม Feature การ Upload รูปภาพ"
Feature Flags คือตัวแปรที่เราใช้ควบคุมการเปิดปิด Feature ใน Production โดยที่ไม่ต้อง Deploy โค้ดใหม่ สมัยก่อนตอนทำร้านเน็ต ผมต้องปิดเครื่องเพื่ออัปเดตเกมส์ ตอนนี้มี Feature Flags แล้วชีวิตง่ายขึ้นเยอะ
สมมติว่าเรากำลังพัฒนา Feature ใหม่ แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะเวิร์คไหม เราสามารถเปิด Feature นั้นให้ผู้ใช้กลุ่มเล็กๆ ทดลองใช้ก่อนได้ ถ้าเวิร์ค ก็ค่อยเปิดให้ทุกคน ถ้าไม่เวิร์ค ก็ปิดไปเลย ง่ายไหมล่ะ?
if (isFeatureEnabled("new-login-page")) {
// แสดงหน้า Login ใหม่
} else {
// แสดงหน้า Login เก่า
}
สมัยก่อนเวลา Setup Server ใหม่ทีนึงนี่ปวดหัวเลย ต้องมานั่ง Install โปรแกรมทีละตัว Config ทีละอย่าง แต่เดี๋ยวนี้มี Infrastructure as Code (IaC) แล้ว เราสามารถเขียนโค้ดเพื่อ Provision Infrastructure ได้เลย
ยกตัวอย่างเช่น เราสามารถใช้ Terraform หรือ CloudFormation เพื่อสร้าง Server, Database, Load Balancer ได้ด้วยโค้ดไม่กี่บรรทัด ข้อดีคือ ทำให้การ Deploy เป็นอัตโนมัติ ทำซ้ำได้ง่าย และลดความผิดพลาดจาก Human Error ได้เยอะมากๆ
resource "aws_instance" "example" {
ami = "ami-0c55b89b01xxxxxxx"
instance_type = "t2.micro"
tags = {
Name = "ExampleInstance"
}
}
CI/CD ไม่ได้จบแค่การ Deploy โค้ดขึ้น Production นะ เราต้อง Monitoring ระบบของเราตลอดเวลา เพื่อดูว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า
เราสามารถใช้ Tools อย่าง Prometheus, Grafana, ELK Stack ในการ Monitoring Metrics ต่างๆ เช่น CPU Usage, Memory Usage, Response Time ถ้ามีอะไรผิดปกติ ก็ให้ Alert แจ้งเตือนเราทันที สมัยผมดูแลร้านเน็ต จะมีโปรแกรมคอยแจ้งเตือนถ้าเครื่องไหนแฮงค์ หรือเน็ตหลุด
เหมาะสิ! ไม่ว่า Project จะเล็กหรือใหญ่ CI/CD ก็ช่วยให้เราทำงานได้เร็วขึ้น ลดความผิดพลาด และเพิ่มคุณภาพของ Software ได้ทั้งนั้น เพียงแต่เราต้องปรับรูปแบบ CI/CD ให้เหมาะสมกับขนาดของ Project
Tools ในการทำ CI/CD มีเยอะมาก ขึ้นอยู่กับความถนัดและความต้องการของแต่ละคน แต่ Tools ที่นิยมใช้กันก็จะมี Jenkins, GitLab CI, CircleCI, Travis CI, GitHub Actions, AWS CodePipeline, Azure DevOps
เริ่มต้นจาก Project ง่ายๆ ก่อนก็ได้ ลองใช้ CI/CD Tools ฟรีๆ อย่าง GitHub Actions หรือ GitLab CI ดู แล้วค่อยๆ เรียนรู้และปรับปรุงไปเรื่อยๆ ที่สำคัญคือต้องเข้าใจ Concept ของ CI/CD ก่อน แล้วค่อยเลือก Tools ที่เหมาะสม
CI/CD Fail ได้จากหลายสาเหตุ เช่น โค้ดไม่ผ่าน Test, Configuration ผิดพลาด, Infrastructure ไม่พร้อม สิ่งที่ควรทำคือต้องมี Logging ที่ดี เพื่อให้สามารถ Debug ปัญหาได้ง่าย และต้องมี Test ที่ครอบคลุม เพื่อป้องกัน Bug ใน Production
CI/CD คือหัวใจสำคัญของการพัฒนา Software ในยุคปัจจุบัน ช่วยให้เราทำงานได้เร็วขึ้น ลดความเสี่ยง และเพิ่มคุณภาพของ Software สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจ Concept ของ CI/CD เลือก Tools ที่เหมาะสม และปรับปรุงกระบวนการของเราอยู่เสมอ อย่ากลัวที่จะลองผิดลองถูก เพราะนั่นคือวิธีเดียวที่จะทำให้เราเก่งขึ้น
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะครับ ถ้ามีคำถามอะไรเพิ่มเติม ถามมาได้เลย ผมยินดีตอบเสมอ แล้วก็อย่าลืมแวะไปดู iCafeForex นะ เผื่อใครสนใจลงทุน Forex บ้าง อิอิ หรือจะไปอ่านบทความอื่นๆ ที่ SiamCafe Blog ก็ได้ มีเรื่อง IT สนุกๆ อีกเยอะเลย