วิธีเช็คว่าข้อมูลเราหลุดไหม Security

วิธีเช็คว่าข้อมูลเราหลุดไหม

📅 2026-02-09 | โดย อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์ — SiamCafe.net Since 1997

ข้อมูลรั่วไหล: ภัยร้ายใกล้ตัวที่ต้องระวัง

เฮ้! น้องๆ เคยสงสัยไหมว่าข้อมูลส่วนตัวของเราที่ใช้ๆ กันอยู่ทุกวันนี้มันปลอดภัยจริงเหรอ? สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe.net เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว เรื่องพวกนี้ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงกันเท่าไหร่ แต่เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่มากๆ เพราะข้อมูลเรามันกระจายไปอยู่บนโลกออนไลน์เยอะแยะไปหมด ทั้งอีเมล, เบอร์โทร, บัญชีโซเชียล, ข้อมูลบัตรเครดิต... คิดดูดิ ถ้าข้อมูลพวกนี้มันหลุดไปอยู่ในมือคนไม่ดี จะเกิดอะไรขึ้น?

การที่ข้อมูลเราหลุด (Data Breach) มันเหมือนบ้านเราถูกขโมยงัดแงะนั่นแหละ พวกมิจฉาชีพมันเอาข้อมูลเราไปใช้ทำอะไรได้หลายอย่างเลยนะ ตั้งแต่หลอกลวง, ขโมยเงิน, แฮ็กบัญชี, ปลอมตัวเป็นเราไปทำเรื่องผิดกฎหมาย... โอ๊ย สารพัด! ดังนั้นเราต้องรู้จักวิธีป้องกันตัวเอง และที่สำคัญคือต้องรู้วิธีเช็คว่าข้อมูลเรามันเคยหลุดไปแล้วหรือยัง

ทำไมต้องเช็คว่าข้อมูลรั่วไหล?

ทำไมน่ะเหรอ? ก็เพราะถ้าเรารู้ตัวเร็ว เราก็จะรับมือได้ทันไง! ลองนึกภาพนะ ถ้าเรารู้ว่าอีเมลเรามันโดนแฮ็กไปแล้ว เราก็รีบเปลี่ยนพาสเวิร์ด, แจ้งความ, หรือทำอะไรก็ได้เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น แต่ถ้าเราไม่รู้เรื่องเลย ปล่อยให้คนร้ายมันเอาอีเมลเราไปทำอะไรต่อมิอะไร เราอาจจะซวยหนักกว่าเดิมเยอะเลยนะ

อีกอย่างคือ การเช็คข้อมูลรั่วไหล มันเป็นการกระตุ้นเตือนให้เราตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยทางไซเบอร์ด้วย สมัยก่อนผมอาจจะมองข้ามเรื่องพวกนี้ไปบ้าง แต่พอเห็นข่าวคนโดนหลอก, โดนแฮ็กกันเยอะๆ ก็เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้ว

วิธีเช็คข้อมูลรั่วไหล: ง่ายกว่าที่คิด

ไม่ต้องกลัวนะน้องๆ วิธีเช็คข้อมูลรั่วไหลมันไม่ได้ยากอย่างที่คิด เดี๋ยวนี้มีเครื่องมือออนไลน์ให้เราใช้ฟรีๆ เยอะแยะเลย ผมจะแนะนำวิธีที่ผมใช้บ่อยๆ แล้วกันนะ

1. Have I Been Pwned?

เว็บนี้ถือว่าเป็นพระเอกของเรื่องเลยก็ว่าได้ Have I Been Pwned? สร้างโดย Troy Hunt ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยชื่อดัง วิธีใช้ก็ง่ายมากๆ แค่พิมพ์อีเมลที่เราใช้เป็นประจำลงไป แล้วกด "pwned?" (อ่านว่า "โพนด์") ถ้าเว็บมันบอกว่า "Good news — no pwnage found!" ก็แปลว่าอีเมลเรายังปลอดภัย แต่ถ้ามันขึ้นว่า "Oh no — pwned!" ก็แสดงว่าอีเมลเราเคยหลุดไปอยู่ในฐานข้อมูลที่ถูกแฮ็กแล้ว


// ตัวอย่างการใช้ Have I Been Pwned? (อันนี้แค่จำลองนะ น้องๆ ต้องไปเช็คในเว็บจริงๆ)
function checkEmail(email) {
  if (email === "your_email@example.com") {
    return "Oh no — pwned!";
  } else {
    return "Good news — no pwnage found!";
  }
}

console.log(checkEmail("your_email@example.com"));

ถ้าเว็บมันบอกว่าอีเมลเราโดน "pwned" แล้ว อย่าเพิ่งตกใจนะ สิ่งแรกที่ต้องทำคือเปลี่ยนพาสเวิร์ดของอีเมลนั้นทันที! แล้วก็เช็คด้วยว่าเราใช้พาสเวิร์ดเดียวกันกับบัญชีอื่นๆ ด้วยหรือเปล่า ถ้าใช่ ก็เปลี่ยนให้หมดเลยนะ

2. Google Password Checkup

ถ้าเราใช้ Google Chrome เป็นเบราว์เซอร์หลัก Google ก็มีเครื่องมือช่วยเช็คพาสเวิร์ดให้เราด้วยนะ มันจะช่วยเตือนเราว่าพาสเวิร์ดที่เราบันทึกไว้ใน Chrome มันอ่อนแอเกินไป หรือว่าเคยหลุดไปอยู่ในฐานข้อมูลที่ถูกแฮ็กหรือเปล่า

วิธีใช้ก็ง่ายๆ เข้าไปที่ Chrome Settings (การตั้งค่า) -> Passwords (รหัสผ่าน) -> Check passwords (ตรวจสอบรหัสผ่าน) Google มันก็จะทำการตรวจสอบให้เราเอง ถ้ามีอะไรผิดปกติ มันก็จะแจ้งเตือนให้เราเปลี่ยนพาสเวิร์ด

3. ตรวจสอบ Breach Report จากแหล่งข่าว

นอกจากเครื่องมือออนไลน์แล้ว เราก็ควรติดตามข่าวสารเรื่อง Data Breach จากแหล่งข่าวต่างๆ ด้วยนะ บางทีบริษัทที่เราใช้บริการอยู่ (เช่น ธนาคาร, ร้านค้าออนไลน์, โซเชียลมีเดีย) อาจจะโดนแฮ็ก แล้วข้อมูลลูกค้ารั่วไหลออกมา ถ้าเรารู้ข่าวเร็ว เราก็จะเตรียมตัวรับมือได้ทัน

ผมแนะนำให้ติดตาม SiamCafe Blog หรือเว็บไซต์ข่าวไอทีอื่นๆ ที่น่าเชื่อถือ พวกเขาจะคอยอัปเดตข่าวสารเรื่อง Data Breach ให้เราอยู่เสมอ

ตารางเปรียบเทียบเครื่องมือเช็คข้อมูลรั่วไหล

เครื่องมือ ข้อดี ข้อเสีย เหมาะสำหรับ
Have I Been Pwned? ใช้งานง่าย, เช็คได้หลายอีเมล, มีข้อมูล Breach ที่ใหญ่ เช็คได้เฉพาะอีเมล ทุกคนที่ต้องการเช็คว่าอีเมลเคยรั่วไหลหรือไม่
Google Password Checkup เช็คพาสเวิร์ดที่บันทึกไว้ใน Chrome, แจ้งเตือนพาสเวิร์ดที่อ่อนแอ ใช้งานได้เฉพาะใน Chrome, ต้องบันทึกพาสเวิร์ดไว้ใน Chrome ผู้ที่ใช้ Chrome เป็นเบราว์เซอร์หลัก
ติดตาม Breach Report จากแหล่งข่าว รู้ข่าวสาร Data Breach ที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ต้องคอยติดตามข่าวสารเอง ทุกคนที่ต้องการอัปเดตสถานการณ์ Data Breach

🎬 วิดีโอแนะนำ

ดูวิดีโอเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีเช็คว่าข้อมูลเราหลุดไหม:

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับข้อมูลรั่วไหล

1. ถ้าข้อมูลรั่วไหลแล้วต้องทำยังไง?

อย่างแรกเลยคือตั้งสติ อย่าเพิ่ง panic! จากนั้นให้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้:

2. Two-Factor Authentication (2FA) คืออะไร?

2FA คือระบบยืนยันตัวตนแบบสองชั้น แทนที่เราจะใช้แค่พาสเวิร์ดอย่างเดียว เราจะต้องใช้รหัสอีกชุดหนึ่งที่ส่งมาทาง SMS, อีเมล, หรือแอปพลิเคชันยืนยันตัวตน (เช่น Google Authenticator, Authy) ทำให้แฮ็กเกอร์เข้าถึงบัญชีเราได้ยากขึ้น ถึงแม้ว่าเขาจะรู้พาสเวิร์ดของเราก็ตาม

3. จะป้องกันไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลได้อย่างไร?

ไม่มีวิธีไหนที่ป้องกันได้ 100% หรอกนะ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงได้โดย:

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับน้องๆ นะครับ อย่าลืมว่าความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นเรื่องที่เราต้องใส่ใจตลอดเวลา SiamCafe Blog มีบทความดีๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกเยอะเลย ลองเข้าไปอ่านดูนะครับ!

Best Practices

ตั้งรหัสผ่านให้แข็งแกร่ง

เรื่องเบสิคแต่สำคัญสุดๆ สมัยผมทำร้านเน็ตนี่เจอประจำ เด็กๆ ตั้งพาสเวิร์ดง่ายๆ "123456" "password" หรือชื่อตัวเองเนี่ย ตัวอันตรายเลย! พยายามใช้รหัสที่ยาว มีตัวอักษร ตัวเลข และสัญลักษณ์ผสมกันไปนะ

เปิดใช้งาน Two-Factor Authentication (2FA)

2FA เหมือนมีประตูสองชั้น ถ้าแฮกเกอร์รู้รหัสผ่านเรา เขาก็ยังต้องผ่านด่าน OTP ที่ส่งมามือถือเราอีกชั้นนึง ป้องกันได้เยอะเลยนะ เดี๋ยวนี้หลายๆ เว็บไซต์ก็มีให้เปิดใช้ฟรีแล้ว ไปเปิดกันเถอะ

ระวัง Phishing

อีเมลหรือข้อความแปลกๆ ที่ขอข้อมูลส่วนตัวเนี่ย อย่าไปหลงเชื่อนะ! Phishing นี่มาในหลายรูปแบบเลย บางทีก็ปลอมเป็นธนาคาร หรือบริษัทที่เราใช้บริการอยู่ ถ้าไม่แน่ใจ อย่าคลิกลิงก์ หรือกรอกข้อมูลอะไรทั้งนั้น โทรไปถามหน่วยงานนั้นๆ โดยตรงดีกว่า

เคยเจอเคสลูกค้าในร้านโดน Phishing หลอกเอาพาสเวิร์ด Facebook ไป สุดท้ายต้องตามกู้ account กันวุ่นวาย

อัปเดตซอฟต์แวร์อยู่เสมอ

พวกระบบปฏิบัติการ (Windows, macOS) หรือโปรแกรมต่างๆ ที่เราใช้ ต้องอัปเดตให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ เพราะพวกอัปเดตมักจะมีการแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่แฮกเกอร์อาจจะใช้เจาะเข้ามาได้

FAQ คำถามที่พบบ่อย

ถ้าข้อมูลหลุดไปแล้ว ทำยังไงดี?

อันดับแรก เปลี่ยนรหัสผ่านของทุก account ที่ใช้รหัสเดียวกันทันที! แล้วก็แจ้งเตือนไปยังธนาคาร หรือสถาบันการเงินที่เราใช้บริการอยู่ เช็คพวกบัตรเครดิตด้วยว่ามีรายการแปลกๆ โผล่มาไหม

เว็บไซต์ "Have I Been Pwned?" ปลอดภัยแค่ไหน?

ก็ถือว่าปลอดภัยในระดับนึงนะ เพราะเขาไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวของเราไว้ แต่ถ้ายังไม่สบายใจ ก็ลองใช้บริการอื่นๆ ที่แนะนำไปในบทความก่อนหน้าก็ได้

สมัยก่อนตอนเปิดร้านเน็ต เคยมีลูกค้าถามเรื่องนี้เหมือนกัน ผมก็แนะนำให้ลองเช็คดู แต่ก็ย้ำว่าอย่าไปป้อนข้อมูล sensitive อะไรลงไป

จะรู้ได้ยังไงว่าเว็บไซต์ที่เราเข้าปลอดภัย?

สังเกต URL ครับ ต้องขึ้นต้นด้วย "https" เสมอ แล้วก็ดูว่ามีสัญลักษณ์รูปแม่กุญแจล็อคอยู่ตรง address bar หรือเปล่า ถ้าไม่มี หรือมีคำเตือนเรื่อง security แสดงว่าเว็บไซต์นั้นอาจจะไม่ปลอดภัยนะ

แล้วก็อย่าไปโหลดโปรแกรม หรือคลิกลิงก์แปลกๆ จากเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือด้วยนะครับ

ทำไมต้องใช้รหัสผ่านที่ซับซ้อน?

เพราะรหัสผ่านที่ง่ายเกินไป พวกแฮกเกอร์เขามีเครื่องมือที่เรียกว่า "brute-force attack" ที่จะสุ่มรหัสผ่านไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอ ถ้ารหัสเราซับซ้อน ก็จะใช้เวลานานกว่ามากในการถอดรหัส

ถ้าขี้เกียจจำรหัสผ่านเยอะๆ ลองใช้ password manager ดูครับ ช่วยได้เยอะเลย

สรุป

การป้องกันข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจตลอดเวลานะครับ อย่าประมาทเด็ดขาด! ทำตาม Best Practices ที่แนะนำไป แล้วก็หมั่นเช็คข้อมูลส่วนตัวของเราอยู่เสมอ ถ้าข้อมูลรั่วไหลไปแล้ว ก็รีบแก้ไขสถานการณ์ให้เร็วที่สุด

อย่าลืม! iCafeForex ยังมีบทความดีๆ อีกเพียบให้อ่านกัน และตามข่าวสาร IT อื่นๆ ได้ที่ SiamCafe Blog นะครับ