IT General
น้องๆ เคยสงสัยไหมว่าทำไม JavaScript ถึงวิ่งได้ทั้งบน Browser และ Server? นั่นแหละคือ Runtime! สมัยผมทำร้านเน็ตฯ ใหม่ๆ Node.js นี่คือพระเอกเลยนะ ทำให้เราเขียน Backend ด้วย JavaScript ได้ แต่โลกมันเปลี่ยนไปไวไง ตอนนี้มีตัวเลือกใหม่ๆ อย่าง Bun และ Deno เข้ามาแข่งกันแล้ว
Bun กับ Deno เนี่ย เกิดมาเพื่อแก้ปัญหาของ Node.js หลายๆ อย่าง เช่น เรื่องความเร็ว ความปลอดภัย และความง่ายในการใช้งาน ซึ่งสำคัญมาก เพราะมันส่งผลต่อประสิทธิภาพของเว็บแอปพลิเคชันโดยตรง ถ้าแอปเราเร็วกว่า ตอบสนองดีกว่า ลูกค้าก็ชอบกว่า จริงไหม?
แล้วทำไมต้อง 2026? ก็เพราะเทคโนโลยีมันเปลี่ยนตลอดเวลาไงน้อง! ตอนนี้ Bun กับ Deno อาจจะยังไม่ดังเปรี้ยงปร้างเท่า Node.js แต่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า พวกมันอาจจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ก็ได้ ใครจะรู้? เตรียมตัวไว้ก่อนไม่เสียหายหรอก
เอาแบบง่ายๆ เลยนะ Runtime คือสภาพแวดล้อมที่ทำให้ JavaScript code ของเรามันทำงานได้ Node.js ก็เป็น Runtime, Browser ก็เป็น Runtime แต่ Node.js มันรัน JavaScript นอก Browser ได้ไงล่ะ? นั่นก็เพราะมันมี V8 Engine (ตัวเดียวกับ Chrome) เป็นหัวใจหลักไง
สมัยก่อนเขียน JavaScript ก็ include script tag ใน HTML จบ แต่พอโปรเจคใหญ่ขึ้น มันเริ่มวุ่นวาย เลยมี Module Bundler เข้ามาช่วยจัดการ Module ต่างๆ ให้เป็นระเบียบ พวก Webpack, Parcel, Rollup นี่คือตัวท็อปทั้งนั้น แต่ Bun เค้าเคลมว่าทำหน้าที่นี้ได้เร็วกว่าเยอะ เพราะเขียนด้วยภาษา Zig ที่เน้น Performance
TypeScript คือ JavaScript ที่มี Type ไงน้อง! ช่วยให้เราเขียนโค้ดได้ปลอดภัยขึ้น ลด Bug ได้เยอะ เพราะมันเช็ค Type error ตอน Compile time ไม่ใช่ Runtime (เหมือน JavaScript ปกติ) Deno กับ Bun Support TypeScript แบบไม่ต้อง config อะไรเพิ่มเลย สะดวกสุดๆ
มาลองเล่น Bun กันดูไหม? ผมว่ามันง่ายกว่าที่คิดนะ
อันดับแรกเลย ต้องติดตั้ง Bun ก่อน วิธีการก็ง่ายๆ เปิด Terminal แล้วพิมพ์คำสั่งนี้:
curl -fsSL https://bun.sh/install | bash
พอติดตั้งเสร็จแล้ว ลองพิมพ์ bun -v ดู ถ้ามันขึ้น Version number แสดงว่าติดตั้งสำเร็จแล้ว
สร้าง Folder ใหม่ แล้วเข้าไปใน Folder นั้น จากนั้นพิมพ์ bun init มันจะถามเราว่าต้องการสร้างโปรเจคแบบไหน เลือก JavaScript หรือ TypeScript ก็ได้ ตามใจชอบเลย
ลองสร้างไฟล์ชื่อ index.ts แล้วใส่โค้ดนี้ลงไป:
console.log("Hello, Bun!");
จากนั้นรันด้วยคำสั่ง bun run index.ts มันก็จะแสดง "Hello, Bun!" ออกมา
ดูวิดีโอเพิ่มเติมเกี่ยวกับBun Runtime vs Node Deno 2026:
มาดูกันว่า Bun, Node.js และ Deno ต่างกันยังไงบ้าง ผมทำตารางสรุปไว้ให้แล้ว
| Feature | Node.js | Deno | Bun |
|---|---|---|---|
| Language | JavaScript | TypeScript, JavaScript | TypeScript, JavaScript |
| Module System | CommonJS, ESM | ESM | ESM, CommonJS (Compatibility) |
| Security | None by default | Secure by default (Permissions required) | Secure by default (Permissions required) |
| Performance | Good | Good | Excellent (Claims faster performance) |
| Built-in Tools | Limited | Testing, Formatting, Linting | Testing, Formatting, Linting, Bundler |
| Dependencies | npm | URL Imports | npm, bun (compatible) |
จากตารางจะเห็นว่า Bun เนี่ยพยายามรวมข้อดีของ Node.js และ Deno เข้าด้วยกัน แถมยังเน้นเรื่อง Performance เป็นพิเศษอีกด้วย แต่สุดท้ายแล้วจะเลือกใช้ตัวไหนก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละโปรเจคแหละน้อง
อย่าลืมแวะไปอ่านบทความอื่นๆ ใน SiamCafe Blog นะครับ มีเรื่อง IT สนุกๆ อีกเยอะเลย
สำหรับน้องๆ ที่อยากรู้ลึกกว่านี้ ลองศึกษาเพิ่มเติมจาก Document ของแต่ละ Runtime ได้เลย:
ขอให้น้องๆ สนุกกับการเขียน JavaScript นะครับ! แล้วเจอกันใหม่ที่ SiamCafe Blog
น้องๆ ที่กำลังจะเริ่มใช้ Bun, Node หรือ Deno ฟังทางนี้! สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe เนี่ย เจอปัญหาจุกจิกเยอะแยะไปหมด การเลือก Runtime ก็เหมือนเลือกอุปกรณ์ในร้าน เลือกผิดชีวิตเปลี่ยนเลยนะ
จำไว้ว่าไม่มีอะไร "ดีที่สุด" เสมอไป มันขึ้นอยู่กับงานที่เราจะใช้ต่างหาก บางที Node ก็ยังเป็นพระเอกอยู่, บางที Bun ก็เข้ามาแก้ปัญหาที่เราเจอ, หรือ Deno อาจจะตอบโจทย์เรื่อง Security มากกว่า
1. Profiling is your friend: อย่าเชื่อแค่ Benchmarks! สมัยก่อนตอนจะลงเกมใหม่ในร้าน ผมต้องลองเองทุกเกม! Bun, Node, Deno ก็เหมือนกัน ลอง Profile Code ของตัวเองดูว่าตรงไหนเป็น bottleneck จริงๆ แล้วค่อยแก้
// ตัวอย่างง่ายๆ ใน Node.js
console.time('My Operation');
// ... code ที่ต้องการจับเวลา ...
console.timeEnd('My Operation');
2. Dependency Management is key: เรื่อง Package Manager นี่สำคัญสุดๆ สมัยร้านเน็ตผมก็เจอปัญหาเกมตีกันเพราะ Driver ไม่ตรงกัน! npm, yarn, pnpm, bun install... เลือกให้ดี, Lock File ให้แน่น และ update ให้สม่ำเสมอ
3. Embrace TypeScript: ไม่ว่า Runtime ไหน, TypeScript ช่วยชีวิต! ผมเคยเจอลูกค้าพิมพ์ URL ผิดจนโดน Hack เว็บไซต์! TypeScript ช่วยจับ Error ตั้งแต่ตอนเขียน Code ลดความเสี่ยงตอนใช้งานจริง
4. Monitor, Monitor, Monitor: ร้านเน็ตต้องมีระบบ Monitor ดูว่าเครื่องไหนแฮงค์ เครื่องไหนเน็ตหลุด! Application ของเราก็เหมือนกัน ต้องมี Logging, Metrics, Alerts คอยเตือนเวลาเกิดปัญหา
Bun เหมาะกับงานที่ต้องการความเร็ว Startup เร็ว, build tool เร็วๆ พวก Next.js, Remix นี่แหละตัวดี แต่ถ้า Project เก่าแก่ที่ใช้ Node.js มานาน อาจจะต้องค่อยๆ Migrate
ตอบยาก! ต้องลองดูก่อน ถ้า Codebase ใหญ่มาก อาจจะไม่คุ้มที่จะ Rewrite ทั้งหมด แต่ถ้า Project ใหม่ๆ ลอง Bun ดูเลย แล้วจะติดใจ
Deno เน้น Security มากกว่า, บังคับให้ Declare Permissions ชัดเจน เหมาะกับงานที่ต้องการความปลอดภัยสูงๆ หรือ Serverless Functions
ไม่มี "ดีที่สุด" อีกแล้ว! npm, yarn, pnpm, bun install... แต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน ลองใช้ดูแล้วเลือกที่เข้ากับ Style ของตัวเอง
Bun, Node, Deno… สุดท้ายแล้วมันก็แค่เครื่องมือ น้องๆ ต้องเลือกเครื่องมือที่เหมาะกับงาน, ศึกษาให้เข้าใจ, และหมั่นฝึกฝน ผมเชื่อว่าทุกคนทำได้แน่นอน! อย่าลืมแวะไปอ่านบทความอื่นๆ ใน SiamCafe Blog นะ มีอะไรดีๆ อีกเยอะ
อ้อ! ถ้าใครสนใจเรื่อง Forex ลองดู iCafeForex ได้นะ เผื่อใครอยากหารายได้เสริม ;)