Security
Bitwarden เนี่ยนะ น้องๆ หลายคนอาจจะคุ้นเคยกันดี มันคือ Password Manager ที่ช่วยให้เราเก็บรหัสผ่านต่างๆ ไว้ในที่เดียว อย่างปลอดภัย เหมือนมีตู้เซฟส่วนตัวที่เก็บกุญแจบ้านทุกหลังของเราไว้ ปัญหาคือ ถ้าตู้เซฟโดนทุบ หรือโดนขโมยไป ชีวิตก็วุ่นวายเลยใช่ไหมล่ะ
สมัยผมทำร้านเน็ตฯ เนี่ย รหัสผ่านลูกค้าสำคัญมาก เพราะบางทีลูกค้าลืม User ลืม Password เราก็ต้องช่วยกู้ให้ได้ Bitwarden เลยเป็นเหมือนผู้ช่วยคนสำคัญ ที่ช่วยให้ผมเก็บรหัสผ่านลูกค้าได้อย่างปลอดภัย (กว่ากระดาษจดแน่นอน)
DDoS หรือ Distributed Denial of Service Attack เนี่ย มันเหมือนกับการที่เราโดนเพื่อนแกล้งโทรศัพท์เข้ามารัวๆ จนสายไม่ว่าง ใครจะโทรเข้ามาจริงๆ ก็โทรไม่ได้ เพราะสายมันเต็มไปด้วยสายแกล้งพวกนี้แหละ ในโลกอินเทอร์เน็ตก็เหมือนกัน แฮกเกอร์จะใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมาก (ที่ติดมัลแวร์ หรือที่เรียกว่า Botnet) ยิง Request เข้ามาที่ Server ของ Bitwarden อย่างถล่มทลาย จน Server รับไม่ไหว ล่มไปเลย
เคยเจอเคสนี้สมัยทำร้านเน็ตฯ เลยนะ เว็บไซต์เกมออนไลน์ยอดฮิตโดน DDoS เล่นไม่ได้ทั้งร้าน เด็กๆ โวยวายกันใหญ่ ต้องรีบแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากันไป
ช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2023 Bitwarden โดน DDoS Attack อย่างหนักหน่วง ข่าวนี้ดังไปทั่ววงการ Cybersecurity เลย น้องๆ ลองนึกภาพตามนะ ว่าเรากำลังจะเข้าระบบ Bitwarden เพื่อเอารหัสผ่านไป Login เข้า Facebook แต่ปรากฏว่า Bitwarden เข้าไม่ได้ซะงั้น!
Timeline คร่าวๆ:
ผลกระทบหลักๆ เลยคือ ผู้ใช้งานไม่สามารถเข้าถึง Password Manager ของตัวเองได้ ทำให้ไม่สามารถ Login เข้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันต่างๆ ได้ตามปกติ เหมือนกับว่าเราทำกุญแจบ้านหาย แล้วต้องรอช่างมาสะเดาะกลอนอยู่นานสองนาน
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของความกังวลใจของผู้ใช้งานด้วย ว่าข้อมูลของตัวเองจะปลอดภัยหรือไม่ ถึงแม้ว่า Bitwarden จะยืนยันว่าข้อมูลยังปลอดภัย แต่หลายคนก็อดหวั่นใจไม่ได้
สมัยผมทำร้านเน็ตฯ ก็เคยเจอเคสที่ลูกค้า Login เข้าเกมไม่ได้ เพราะ Server ล่ม ลูกค้าก็จะโทษว่าร้านเราเน็ตไม่ดี ต้องอธิบายกันยกใหญ่ว่ามันเป็นปัญหาที่ Server เกม ไม่ใช่ร้านเรา
ดูวิดีโอเพิ่มเติมเกี่ยวกับBitwarden กับ DDoS Protection — ปกป้อง P:
DDoS Mitigation เนี่ย มันคือการที่เราสร้างเกราะป้องกันให้กับ Server ของเรา เพื่อป้องกันไม่ให้การโจมตี DDoS ส่งผลกระทบต่อการใช้งานปกติ เหมือนกับที่เราสร้างกำแพงสูงๆ รอบบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้โจรเข้ามาขโมยของ
หลักการพื้นฐานคือการกรอง Traffic ที่เข้ามายัง Server ของเรา โดยจะมีการตรวจสอบ Traffic ที่ผิดปกติ และทำการ Block Traffic เหล่านั้นออกไป
Bitwarden (หรือ Password Manager เจ้าอื่นๆ) ควรใช้เทคนิคต่างๆ เหล่านี้เพื่อป้องกัน DDoS:
สมัยผมทำร้านเน็ตฯ ก็เคยใช้ Firewall เพื่อ Block Traffic ที่น่าสงสัย แต่สมัยนั้น Firewall ยังไม่ฉลาดเท่าสมัยนี้ ต้องตั้งค่าเองเยอะมาก
อันนี้เป็นตัวอย่างการตั้งค่า Rate Limiting ใน NGINX (Web Server ยอดนิยม) นะครับ น้องๆ ที่คุ้นเคยกับการใช้ Command Line ลองเอาไปปรับใช้กันดูได้
http {
limit_req_zone zone=mylimit burst=10 nodelay;
server {
location / {
limit_req zone=mylimit burst=10 nodelay;
# ... other configurations ...
}
}
}
Code snippet นี้จะจำกัด Request ที่เข้ามาที่ Location "/" ไม่เกิน 10 Request ต่อวินาที ถ้าเกินกว่านั้นก็จะมีการ Delay หรือ Drop Request ไปเลย
Cloudflare เนี่ย มันคือบริษัทที่ให้บริการด้าน Cybersecurity และ Performance Improvement สำหรับเว็บไซต์ต่างๆ มันเหมือนกับเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวของเว็บไซต์ ที่คอยดูแลความปลอดภัย และทำให้เว็บไซต์โหลดได้เร็วขึ้น
Cloudflare มีบริการที่หลากหลาย เช่น DDoS Protection, CDN, WAF และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งบริการเหล่านี้สามารถช่วย Bitwarden ในการป้องกันการโจมตี DDoS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
DDoS Protection ของ Cloudflare ทำงานโดยการกรอง Traffic ที่เข้ามายังเว็บไซต์ของ Bitwarden หากพบว่ามี Traffic ที่ผิดปกติ Cloudflare จะทำการ Block Traffic เหล่านั้นออกไปโดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้ Cloudflare ยังมี Network ที่ใหญ่ และกระจายอยู่ทั่วโลก ทำให้สามารถรองรับการโจมตี DDoS ขนาดใหญ่ได้
CDN ของ Cloudflare จะช่วยกระจาย Content ของเว็บไซต์ Bitwarden ไปยัง Server ต่างๆ ทั่วโลก ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้จาก Server ที่ใกล้ที่สุด ซึ่งจะช่วยลด Load ของ Server หลัก และทำให้เว็บไซต์โหลดได้เร็วขึ้น
ถ้า Server หลักโดนโจมตี DDoS CDN ก็ยังสามารถให้บริการ Content ของเว็บไซต์ได้ ทำให้ผู้ใช้งานยังสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ แม้ว่า Server หลักจะล่มไปแล้ว
ถึงแม้ว่าเราจะใช้ Password Manager แต่ก็ควรจะมี Password สำรองเก็บไว้บ้าง เผื่อในกรณีที่ Password Manager เข้าไม่ได้ เราก็ยังสามารถ Login เข้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันต่างๆ ได้
ผมแนะนำให้จด Password สำคัญๆ ไว้ในกระดาษ แล้วเก็บไว้ในที่ปลอดภัย แต่ต้องระวังอย่าให้ใครมาเห็นนะ!
การเปิด 2FA จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับบัญชีของเรา แม้ว่ารหัสผ่านของเราจะถูกขโมยไป แต่แฮกเกอร์ก็ยังไม่สามารถ Login เข้าบัญชีของเราได้ ถ้าไม่มี Code จาก 2FA
สมัยผมทำร้านเน็ตฯ จะแนะนำลูกค้าทุกคนให้เปิด 2FA โดยเฉพาะกับบัญชี Email เพราะ Email เป็นเหมือนกุญแจสำคัญที่ใช้ในการ Reset Password ของบัญชีอื่นๆ
ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ Password Manager ที่เราใช้ และทำการอัปเดต Password Manager ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ เพราะเวอร์ชันใหม่ๆ มักจะมี Patch ที่ช่วยแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัย
เหมือนกับการที่เราอัปเดต Antivirus ในคอมพิวเตอร์ของเรา เพื่อป้องกันไวรัสตัวใหม่ๆ นั่นแหละ
| คำถาม | คำตอบ |
|---|---|
| DDoS Attack อันตรายแค่ไหน? | อันตรายมาก เพราะสามารถทำให้เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันล่มได้ ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานและธุรกิจ |
| Bitwarden ปลอดภัยหรือไม่? | Bitwarden เป็น Password Manager ที่ปลอดภัย แต่ก็ควรระมัดระวัง และใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติม เช่น การเปิด 2FA |
| Cloudflare คุ้มค่าที่จะใช้หรือไม่? | คุ้มค่ามาก ถ้าคุณต้องการปกป้องเว็บไซต์ของคุณจากการโจมตี DDoS และต้องการปรับปรุง Performance ของเว็บไซต์ |
จำรหัสผ่านเองก็ได้ครับ ถ้าคุณจำได้หมด และรหัสผ่านเหล่านั้นแข็งแรงพอ แต่ในโลกความเป็นจริง เรามักจะใช้รหัสผ่านเดียวกันในหลายๆ เว็บไซต์ ซึ่งมันอันตรายมาก ถ้าเว็บไซต์หนึ่งโดนแฮก รหัสผ่านของคุณก็จะถูกนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่นๆ ด้วย
Bitwarden มีระบบ Encryption ที่แข็งแกร่ง ข้อมูลของคุณจะถูกเข้ารหัสก่อนที่จะถูกเก็บไว้ใน Server ของ Bitwarden ดังนั้นถึงแม้ว่า Server จะโดนแฮก แฮกเกอร์ก็จะไม่สามารถอ่านข้อมูลของคุณได้ ถ้าไม่มี Master Password ของคุณ
DDoS Protection มีหลายราคา ตั้งแต่ฟรี ไปจนถึงราคาแพง ขึ้นอยู่กับระดับการป้องกันที่คุณต้องการ สำหรับเว็บไซต์ขนาดเล็ก อาจจะใช้บริการฟรีของ Cloudflare ก็เพียงพอ แต่สำหรับเว็บไซต์ขนาดใหญ่ อาจจะต้องใช้บริการแบบเสียเงิน เพื่อให้ได้รับการป้องกันที่ดีกว่า
เอาล่ะน้องๆ หลังจากที่เราคุยกันเรื่อง DDoS ไปในตอนที่แล้ว คราวนี้เรามาลงมือป้องกัน Bitwarden ที่เรา Self-Hosted กันดีกว่า สมัยผมทำร้านเน็ตเนี่ย โดนยิง DDoS บ่อยมาก ต้องงัดทุกวิถีทางมาป้องกัน ไม่งั้นลูกค้าเล่นเกมไม่ได้ เจ๊งสถานเดียว! การป้องกัน DDoS มันเหมือนกับเราสร้างกำแพงเมืองให้ Bitwarden ของเรานั่นแหละ
Cloudflare เนี่ย เป็นเหมือนยามหน้าประตูที่คอยสกรีนคนเข้าออกก่อนที่จะถึง Bitwarden ของเรา สมัยก่อนผมใช้ Cloudflare ฟรีนี่แหละ ช่วยได้เยอะมาก ถ้าเว็บน้องๆ ยังไม่ได้ใช้ Cloudflare ผมแนะนำให้ลองดูนะ
ข้อดีของ Cloudflare คือใช้งานง่าย มี free plan ให้ลองใช้ แต่ถ้าโดนยิงหนักๆ อาจจะต้อง upgrade ไปใช้ plan ที่สูงขึ้น
Rate Limiting คือการจำกัดจำนวน request ที่เข้ามาจาก IP address เดียวกันในช่วงเวลาหนึ่ง เหมือนกับว่าถ้ามีคนพยายามจะเข้าบ้านเราถี่เกินไป เราก็ไม่ให้เข้า! Firewall Rules ก็คือการตั้งกฎว่าใครบ้างที่เข้าบ้านเราได้ ใครบ้างที่ห้ามเข้า
ใน Cloudflare เราสามารถตั้งค่า Rate Limiting ได้ที่ Security -> Rate Limiting ลองตั้งค่าให้เหมาะสมกับ traffic ของ Bitwarden ของเรา เช่น จำกัดให้ 1 IP address สามารถ request ได้ไม่เกิน 10 ครั้งต่อวินาที
ส่วน Firewall Rules เราสามารถสร้าง rules เพื่อ block IP address ที่น่าสงสัย หรือ country ที่เราไม่ต้องการให้เข้าถึง Bitwarden ของเราได้
ตัวอย่าง Firewall Rule ที่ block ประเทศจีน (อันนี้แล้วแต่นโยบายของน้องๆ นะ)
(ip.geoip.country eq "CN")
การใช้ Docker กับ Reverse Proxy เป็นเหมือนกับการซ่อน Bitwarden ของเราไว้หลังบ้าน ทำให้คนที่จะโจมตีต้องผ่าน Reverse Proxy ก่อน ซึ่ง Reverse Proxy จะช่วยกรอง traffic ที่ไม่ดีออกไปได้
สมมติว่าเราใช้ Nginx เป็น Reverse Proxy นี่คือตัวอย่าง config:
server {
listen 80;
server_name bitwarden.yourdomain.com;
return 301 https://$host$request_uri;
}
server {
listen 443 ssl;
server_name bitwarden.yourdomain.com;
ssl_certificate /etc/nginx/ssl/yourdomain.crt;
ssl_certificate_key /etc/nginx/ssl/yourdomain.key;
location / {
proxy_pass http://localhost:8080; # หรือ port ที่ Bitwarden ของน้องๆ รันอยู่
proxy_set_header Host $host;
proxy_set_header X-Real-IP $remote_addr;
proxy_set_header X-Forwarded-For $proxy_add_x_forwarded_for;
proxy_set_header X-Forwarded-Proto $scheme;
}
}
อย่าลืมเปลี่ยน bitwarden.yourdomain.com, /etc/nginx/ssl/yourdomain.crt, /etc/nginx/ssl/yourdomain.key และ http://localhost:8080 ให้ตรงกับ config ของน้องๆ ด้วยนะ
| Feature | Bitwarden Cloud | Bitwarden Self-Hosted |
|---|---|---|
| Security | Bitwarden ดูแล | น้องๆ ดูแลเอง |
| DDoS Protection | Bitwarden ดูแล (มีอยู่แล้ว) | น้องๆ ต้อง config เอง |
| Cost | ฟรี/จ่ายรายเดือน | ค่า server + ค่าไฟ + เวลา |
| Complexity | ง่าย | ยากกว่า |
การป้องกันอย่างเดียวไม่พอ เราต้อง monitor ด้วยว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นรึเปล่า เหมือนกับเราต้องมีกล้องวงจรปิดคอยส่องดูบ้านเราตลอดเวลา
Grafana กับ Prometheus เป็นคู่หูดูโอ้ที่นิยมใช้กันในการ monitor server ผมเคยใช้ monitor ร้านเน็ตสมัยก่อน ช่วยให้รู้ว่า server ตัวไหน CPU สูงผิดปกติ หรือ bandwidth เยอะเกินไป
Prometheus จะคอยเก็บข้อมูลจาก server ของเรา ส่วน Grafana จะเอาข้อมูลนั้นมาแสดงผลเป็นกราฟสวยๆ ให้น้องๆ ดูง่ายๆ
น้องๆ สามารถใช้ cAdvisor เพื่อ monitor Docker container ของ Bitwarden แล้วส่งข้อมูลไปที่ Prometheus ได้
Fail2ban เป็นเหมือน security guard ที่คอยจับคนที่พยายามจะ login เข้า Bitwarden ของเราผิดๆ ถูกๆ ถ้ามีคนพยายาม brute force password ของเรา Fail2ban จะ block IP address นั้นอัตโนมัติ
น้องๆ สามารถติดตั้ง Fail2ban บน server ที่รัน Bitwarden แล้ว config ให้ monitor log file ของ Bitwarden ถ้าเจอ login failed เกินจำนวนที่กำหนด ก็ block IP address นั้นซะ
ตัวอย่าง config ของ Fail2ban สำหรับ Bitwarden (/etc/fail2ban/jail.d/bitwarden.conf):
[bitwarden]
enabled = true
port = 80,443
filter = bitwarden
logpath = /path/to/bitwarden/logs/api.log
maxretry = 3
findtime = 600
bantime = 3600
อย่าลืมสร้าง filter สำหรับ Bitwarden ด้วย (/etc/fail2ban/filter.d/bitwarden.conf):
[Definition]
failregex = Authentication failure for user .* from
ignoreregex =
แล้วก็ restart Fail2ban:
sudo systemctl restart fail2ban
Q: Cloudflare free plan พอไหม?
A: สำหรับ Bitwarden ส่วนตัว น่าจะพอครับ แต่ถ้าโดนยิงหนักๆ อาจจะต้อง upgrade ครับ
Q: Fail2ban จำเป็นไหม?
A: จำเป็นครับ ช่วยป้องกัน brute force attack ได้เยอะ
Q: Monitor อะไรบ้าง?
A: CPU usage, memory usage, network traffic, login attempts, error logs ครับ
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับน้องๆ นะครับ ถ้ามีคำถามอะไรเพิ่มเติม ถามมาได้เลยครับ!
น้องๆ หลายคนอาจจะมองข้ามเรื่องนี้ไป แต่พี่บอกเลยว่าสำคัญมาก! สมัยผมทำร้านเน็ตคาเฟ่ ก็เคยเจอเคสลูกค้าทำข้อมูลหาย เพราะไม่ได้ backup ไว้ เจ็บปวดสุดๆ Password manager ก็เหมือนกัน ถ้าข้อมูลหายหมดคือจบเห่เลยนะ
Bitwarden เนี่ย เค้ามี option ให้ export vault ออกมาเป็นไฟล์ .json หรือ .csv ได้นะ พี่แนะนำให้ export ออกมาเก็บไว้หลายๆ ที่ เช่น cloud storage (Google Drive, Dropbox), external hard drive, หรือแม้แต่ USB drive ก็ได้ ทำสำเนาเยอะๆ กระจายๆ กันไป เหมือนเรามีแผนสำรองหลายชั้นยังไงยังงั้น
สิ่งที่ต้องระวังคือ ไฟล์พวกนี้มัน sensitive มาก! อย่าเอาไปวางไว้ในที่ที่คนอื่นเข้าถึงได้ง่ายๆ นะ encrypt ไว้ก่อนก็ดี เหมือนกับว่าเราใส่กุญแจล็อกห้องลับอีกทีนึง
# ตัวอย่างการ export vault จาก Bitwarden CLI (Command Line Interface)
bw export --output vault.json
Two-Factor Authentication (2FA) เนี่ยดีอยู่แล้ว แต่ถ้าใส่ 2FA ซ้อน 2FA เข้าไปอีก มันจะยิ่งดีกว่าเดิมอีกเยอะ! เหมือนกับว่าเราใส่กุญแจสองชั้นให้บ้านเรานั่นแหละ โจรจะเข้ามายากขึ้นเยอะเลย
Bitwarden รองรับ 2FA หลายรูปแบบ เช่น TOTP (Google Authenticator, Authy), U2F (YubiKey) พี่แนะนำให้ใช้ U2F เพราะมัน secure กว่า TOTP เยอะเลย แต่ถ้าไม่มี ก็ใช้ TOTP ไปก่อนก็ได้
การใส่ 2FA ซ้อน 2FA ก็คือการเปิด 2FA ที่ Bitwarden account ของเรา แล้วก็เปิด 2FA ให้กับ email account ที่เราใช้สมัคร Bitwarden อีกทีนึงไงล่ะ! ถ้า hacker จะเข้า Bitwarden ของเรา ก็ต้องผ่านด่าน 2FA ทั้งสองชั้นเลย ยากกว่าเดิมเยอะ!
เคยไหม? ลืมรหัสผ่านทุกอย่าง ลืม 2FA device ทุกอัน...ชีวิตจบสิ้น! Bitwarden เค้ามี feature "Emergency Access" มาให้เราตั้งค่าไว้ เผื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ขึ้นมา
Emergency Access เนี่ย เราสามารถกำหนดให้เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัวของเรา เป็น "trusted contact" ได้ ถ้าเราเข้า Bitwarden ไม่ได้จริงๆ เค้าจะสามารถขอสิทธิ์เข้าถึง vault ของเราได้ (แต่ต้องรอระยะเวลานึงนะ Bitwarden จะได้แน่ใจว่าเราไม่ได้โดนแฮก)
เหมือนกับว่าเราทำพินัยกรรม digital ไว้ ประมาณนั้นแหละ สำคัญมาก! อย่าลืมไปตั้งค่ากันนะ
สมัยผมทำร้านเน็ตฯ ลูกค้าชอบใช้ password ง่ายๆ เช่น 123456 หรือ password เดียวกันทุก account! Password manager ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เพราะมันจะ generate password ที่แข็งแรงและไม่ซ้ำกันให้เรา
Bitwarden ฟรีจริงๆ ครับ! แต่ถ้าอยากได้ features เพิ่มเติม เช่น 2FA แบบ U2F, file attachments ก็สามารถ upgrade เป็น premium ได้ ราคาไม่แพงเลย คุ้มค่ามากๆ
Bitwarden เป็น open-source password manager ที่ได้รับความนิยมมากๆ code ของเค้าถูกตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอยู่เสมอ แถมเค้ายังใช้ encryption แบบ end-to-end อีกด้วย มั่นใจได้เลยว่าข้อมูลของเราปลอดภัย
ถึงแม้ Bitwarden จะโดน hack (ซึ่งโอกาสน้อยมากๆ) ข้อมูลของเราก็ยังปลอดภัยอยู่ เพราะข้อมูลทั้งหมดถูก encrypt ไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะถูกส่งไปยัง server ของ Bitwarden hacker จะต้องถอดรหัสข้อมูลของเราก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากๆ (ถ้า password ของเราแข็งแรงพอ)
Password manager แต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป Bitwarden เป็นตัวเลือกที่ดีมากๆ สำหรับคนที่ต้องการ password manager ที่ฟรี, open-source, และปลอดภัย แต่ถ้าอยากลองตัวอื่นดูก็ได้ เช่น LastPass, 1Password แต่ต้องเสียเงินนะ
Bitwarden เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราจัดการ password ได้อย่างปลอดภัย แต่ถึงแม้เราจะใช้ Bitwarden ข้อมูลของเราก็ยังอาจจะตกอยู่ในความเสี่ยงได้ ถ้าเราไม่ระมัดระวังตัว
การป้องกัน DDoS เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรักษาความปลอดภัยให้กับ password manager ของเรา สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือการทำตาม best practices ต่างๆ เช่น การ backup ข้อมูล, การใช้ 2FA, การตั้งค่า emergency access, และการระมัดระวังในการใช้งาน internet
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับน้องๆ ทุกคนนะครับ ถ้ามีคำถามอะไรเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้เลยนะ
ถ้าสนใจเรื่องความปลอดภัยของเว็บไซต์ ลองอ่านบทความ DDoS Protection Strategies ดูนะ
หรือถ้าอยากรู้เรื่องการทำ SEO ลองอ่าน SEO Beginner Guide ได้เลย
และอย่าลืมเรื่อง Website Security Checklist ด้วยนะ สำคัญมากๆ
สำหรับใครที่สนใจเรื่องการลงทุน ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ icafeforex.com นะครับ