Security
BitLocker คือระบบเข้ารหัสลับข้อมูล (disk encryption) ที่ฝังมากับ Windows ตั้งแต่ Windows Vista เป็นต้นมา สมัยผมทำร้านเน็ตฯ นี่คือพระเอกเลยนะ เพราะลูกค้าชอบเซฟงานสำคัญไว้ที่เครื่อง แล้วบางทีก็ลืมล็อคเอาท์ หรือโดนแฮกเกอร์เจาะเข้ามา BitLocker ช่วยป้องกันข้อมูลเหล่านี้ได้ดีมากๆ
ทำไมมันถึงสำคัญน่ะเหรอ? ลองคิดดูว่าถ้าฮาร์ดดิสก์ที่มีข้อมูลสำคัญของคุณหายไป ใครก็ตามที่เจอฮาร์ดดิสก์นั้นก็จะสามารถเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างได้เลย แต่ถ้าเราเข้ารหัสด้วย BitLocker ต่อให้ฮาร์ดดิสก์หายไป คนที่เจอไปก็ต้องมีรหัสผ่านหรือ Recovery Key เท่านั้นถึงจะเข้าถึงข้อมูลได้
หลักการทำงานของ BitLocker คือการเข้ารหัสทั้งไดรฟ์ (drive) ทำให้ข้อมูลทุกอย่างที่อยู่ในไดรฟ์นั้นถูกแปลงเป็นข้อมูลที่อ่านไม่ออก ถ้าไม่มีคีย์ (key) หรือรหัสผ่านที่ถูกต้อง
การเข้ารหัสจะเกิดขึ้นในระดับฮาร์ดแวร์ ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของเครื่องไม่ลดลงมากนัก แถมยังปลอดภัยกว่าการเข้ารหัสด้วยซอฟต์แวร์อย่างเดียวด้วย
ทุกอย่างมันมีสองด้านเสมอ BitLocker ก็เหมือนกัน มาดูกันว่ามีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง:
| ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|
| ป้องกันข้อมูลจากการถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต | อาจทำให้ข้อมูลสูญหายถ้ารหัสผ่านหรือ Recovery Key หาย |
| ใช้งานง่าย เพราะมาพร้อมกับ Windows | อาจมีปัญหาเรื่อง Compatibility กับระบบปฏิบัติการอื่นๆ |
| ประสิทธิภาพดี เพราะเข้ารหัสในระดับฮาร์ดแวร์ | ต้องมี Trusted Platform Module (TPM) เพื่อความปลอดภัยสูงสุด (แต่ไม่จำเป็นเสมอไป) |
มาถึงส่วนสำคัญที่สุด คือวิธีการเปิดใช้งาน BitLocker แบบ Step-by-Step ผมจะอธิบายให้ละเอียดเลยนะ
ก่อนอื่นเลย ต้องเช็คก่อนว่าเครื่องของคุณรองรับ BitLocker หรือไม่ โดย:
msinfo32 แล้วกด Enterถ้าไม่มี TPM (Trusted Platform Module) ก็ไม่ต้องกังวล เพราะ BitLocker ยังสามารถทำงานได้โดยใช้รหัสผ่าน แต่ความปลอดภัยอาจจะไม่สูงเท่า
สำคัญมาก: จด Recovery Key เก็บไว้ในที่ปลอดภัย! เพราะถ้าคุณลืมรหัสผ่าน Recovery Key คือทางเดียวที่จะเข้าถึงข้อมูลได้
Windows จะให้คุณเลือกวิธีการสำรอง Recovery Key มีหลายทางเลือก:
ผมแนะนำให้เลือก "Save to a file" แล้วเก็บไฟล์ไว้ใน USB Drive หรือ External Hard Drive ที่ปลอดภัย
Windows จะถามว่าคุณต้องการเข้ารหัสทั้งไดรฟ์ หรือเฉพาะพื้นที่ที่ใช้งานอยู่:
ถ้าคุณเพิ่งติดตั้ง Windows ใหม่ๆ เลือก "Encrypt used disk space only" ก็ได้ แต่ถ้าคุณใช้งานมานานแล้ว เลือก "Encrypt entire drive" จะปลอดภัยกว่า
คลิก "Start encrypting" แล้วรอจนกว่ากระบวนการจะเสร็จสิ้น ระยะเวลาในการเข้ารหัสขึ้นอยู่กับขนาดของไดรฟ์และความเร็วของเครื่อง
ระหว่างการเข้ารหัส อย่าปิดเครื่องหรือถอดปลั๊ก เพราะอาจทำให้ข้อมูลเสียหายได้
หลังจากเปิดใช้งาน BitLocker แล้ว คุณสามารถจัดการ BitLocker ได้โดย:
ทั้งหมดนี้ทำได้จาก Control Panel -> System and Security -> BitLocker Drive Encryption
อย่าลืม SiamCafe Blog มีบทความดีๆ อีกเยอะเลยนะ
Get-BitLockerVolume -MountPoint "C:" | Format-List
Code นี้จะแสดงข้อมูลเกี่ยวกับสถานะของ BitLocker บนไดรฟ์ C:
ดูวิดีโอเพิ่มเติมเกี่ยวกับBitLocker เข้ารหัสข้อมูล Windo:
สมัยผมทำร้านเน็ตฯ ลูกค้าถามเรื่อง BitLocker เยอะมาก เลยรวบรวมคำถามที่พบบ่อยมาให้:
A: ถ้าลืมรหัสผ่าน มีทางเดียวคือใช้ Recovery Key ที่คุณสำรองไว้ตอนเปิดใช้งาน BitLocker ถ้าไม่มี Recovery Key คุณจะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้เลย
A: โดยทั่วไปแล้ว BitLocker จะไม่ทำให้เครื่องช้าลงมากนัก เพราะการเข้ารหัสเกิดขึ้นในระดับฮาร์ดแวร์ แต่ถ้าเครื่องของคุณเก่ามากๆ อาจจะรู้สึกว่าช้าลงบ้าง
A: BitLocker ปลอดภัยมากพอที่จะป้องกันข้อมูลของคุณจากการถูกเข้าถึงโดยคนที่ไม่ได้รับอนุญาต แต่ถ้าคุณโดนแฮกเกอร์ระดับชาติโจมตี ก็อาจจะไม่รอดนะ
ถ้าอยากรู้เรื่อง IT เพิ่มเติม ตามไปอ่านได้ที่ SiamCafe Blog นะครับ
สำคัญสุดๆ เลยนะน้อง! ไอ้เจ้า Recovery Key เนี่ย มันคือ "กุญแจสำรอง" ไขเข้าบ้าน (ข้อมูล) เรายามฉุกเฉิน ถ้าทำหายคือจบเห่ ข้อมูลทั้งหมดที่เข้ารหัสไว้เข้าไม่ได้เลยนะ
สมัยผมทำร้านเน็ต เคยเจอเคสลูกค้าทำ Recovery Key หาย... เศร้าเลย กู้ข้อมูลไม่ได้ ต้อง format ทิ้งอย่างเดียว ดังนั้น เก็บ Recovery Key ไว้หลายๆ ที่ ปริ้นท์ใส่กระดาษ, เซฟใส่ USB, อัพโหลดขึ้น Cloud Storage ที่ปลอดภัย ก็ได้
อย่ารอให้เกิดเรื่องก่อนถึงค่อยมาลองของนะน้อง! หลังจากเปิด BitLocker แล้ว ลองบูทเครื่องแล้วใส่ Recovery Key ดูซักที ว่ามันใช้งานได้จริง ไม่ใช่ว่าพอถึงเวลาจริงดันใช้ไม่ได้
วิธีทดสอบง่ายๆ คือ ปิดเครื่อง > เปิดเครื่อง > เข้า BIOS (ส่วนใหญ่กด Del, F2, F12 ตอนบูท) > เปลี่ยน Boot Order ให้บูทจากอุปกรณ์อื่นที่ไม่ใช่ Harddisk หลัก (เช่น USB หรือ Network) > พอบูทไม่สำเร็จ มันจะขึ้นหน้าจอให้ใส่ Recovery Key
BitLocker มันทำงานผูกกับฮาร์ดแวร์ระดับล่าง พวก BIOS และ Firmware ด้วยนะ ถ้า BIOS หรือ Firmware ล้าสมัย อาจจะมีปัญหาตอนเข้ารหัสหรือถอดรหัสได้
ดังนั้น หมั่นเช็คอัพเดท BIOS และ Firmware ของเครื่องเราอยู่เสมอ โดยเฉพาะ Mainboard และ TPM (Trusted Platform Module)
ถ้า Harddisk ที่เข้ารหัสด้วย BitLocker ถูกถอดออกจากเครื่อง แล้วเอาไปเสียบกับเครื่องอื่น BitLocker จะตรวจจับได้ และจะไม่ยอมให้เข้าถึงข้อมูล
ถ้าจำเป็นต้องถอด Harddisk จริงๆ ต้อง Disable BitLocker ก่อนนะน้อง! ไม่งั้นข้อมูลจะเข้าไม่ได้เลย
ไม่จำเป็นเสมอไปน้อง ถ้าเราไม่ได้เก็บข้อมูลสำคัญอะไรมากมายในเครื่อง (เช่น เล่นเกม, ดูหนัง, ฟังเพลง) ก็อาจจะไม่ต้องใช้ก็ได้
แต่ถ้าเราเก็บข้อมูลส่วนตัว, ข้อมูลทางการเงิน, ข้อมูลธุรกิจ หรือข้อมูลลับอื่นๆ BitLocker ก็เป็นเครื่องมือที่ช่วยปกป้องข้อมูลของเราได้ดีเลยทีเดียว
มีผลบ้างน้อง แต่ไม่มากเท่าไหร่ สมัยก่อนตอน CPU ไม่แรงอาจจะรู้สึกได้ชัด แต่ปัจจุบัน CPU แรงๆ ทำงานเข้ารหัสถอดรหัสได้เร็วมาก แทบไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง
ถ้าเครื่องแรงอยู่แล้ว แทบไม่ต้องกังวลเรื่อง Performance เลย
ไม่ได้น้อง! BitLocker มันทำงานคนละส่วนกับ Password ของ Windows
ถ้าลืม Password Windows ก็ยังเข้า Windows ไม่ได้อยู่ดี แต่ถ้าจำ Recovery Key ของ BitLocker ได้ ก็ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลใน Harddisk ได้ (แต่ต้องบูทผ่าน Recovery Mode)
ยากมาก! ถ้า Harddisk เสียทางกายภาพ (เช่น แผ่นจานหมุนมีปัญหา, หัวอ่านเสีย) โอกาสกู้ข้อมูลแทบเป็นศูนย์ ไม่ว่าจะเข้ารหัสหรือไม่ก็ตาม
แต่ถ้า Harddisk เสียทาง Logic (เช่น File System เสีย) อาจจะยังมีโอกาสกู้ข้อมูลได้บ้าง แต่ก็ต้องใช้เครื่องมือและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และต้องมี Recovery Key ด้วยนะ iCafeForex แนะนำให้สำรองข้อมูลเสมอ
BitLocker เป็นเครื่องมือที่ช่วยปกป้องข้อมูลของเราได้ดี แต่ก็ต้องใช้งานอย่างระมัดระวัง ศึกษาให้เข้าใจก่อนใช้งานจริง และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเก็บ Recovery Key ไว้ให้ดี
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับน้องๆ นะครับ ถ้ามีคำถามเพิ่มเติม ถามมาได้เลย หรือเข้าไปอ่านบทความอื่นๆ ได้ที่ SiamCafe Blog นะครับ