Cloud
น้องๆ เคยเจอปัญหาระบบล่มตอนตี 2 มั้ย? หรือโดนแฮกข้อมูลลูกค้าไป? สมัยผมทำร้านเน็ตนี่เจอประจำเลย! AWS Well-Architected Framework ก็เหมือนคู่มือป้องกันปัญหาพวกนั้นแหละ แต่สำหรับ Cloud นะ
มันคือชุดหลักการและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ที่ AWS เขาคิดมาให้เรา เพื่อช่วยให้เราออกแบบ สร้าง และใช้งานระบบบน Cloud ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และยั่งยืน พูดง่ายๆ คือ ทำให้ระบบเรา "เก่ง" นั่นเอง
ทำไมถึงสำคัญน่ะเหรอ? ลองคิดดูว่าถ้าเราสร้างบ้านแบบไม่ดูแปลน ไม่ดูเสาเข็ม มันจะพังเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ใช่ไหม? Well-Architected Framework ก็เหมือนแปลนบ้านที่ดี ช่วยให้เราหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวด้วย
ก่อนจะไปลงมือทำ เรามาปูพื้นฐานกันก่อนนะ มันก็เหมือนตอนหัดเล่นเกม ต้องรู้ปุ่มบังคับก่อนถึงจะเล่นเก่ง
Well-Architected Framework มีเสาหลักอยู่ 5 ต้น ที่เราต้องให้ความสำคัญเท่าๆ กัน:
จำง่ายๆ ก็คือ "ทำงานดี ปลอดภัย ทนทาน เร็ว ประหยัด"
AWS มีบริการมากมายให้เราเลือกใช้ แต่บริการพื้นฐานที่ควรรู้จักไว้ก่อนก็คือ:
บริการพวกนี้เหมือน LEGO ที่เราเอามาต่อกันเป็นระบบที่ซับซ้อนได้
เอาล่ะ! ได้เวลาลงมือทำกันแล้ว สมัยผมเริ่มทำร้านเน็ตใหม่ๆ ก็มั่วๆ ไปก่อนเหมือนกัน แต่ถ้ามีคนสอนตั้งแต่แรกคงประหยัดเวลาไปเยอะเลย
AWS เขาเตรียมเครื่องมือและเอกสารไว้ให้เราพร้อมแล้ว เราแค่ต้องเรียนรู้วิธีใช้มัน
เราจะมาลองทำ Workshop ง่ายๆ กันดูนะ สมมติว่าเราต้องการสร้าง Web Application ง่ายๆ บน AWS
เริ่มจากเข้าไปที่ AWS Management Console แล้วค้นหา "Well-Architected Tool" ทำการประเมินระบบของเราตามเสาหลักทั้ง 5 โดยตอบคำถามตามความเป็นจริง
ผลลัพธ์ที่ได้จะบอกเราว่าระบบของเรามีจุดแข็งและจุดอ่อนตรงไหนบ้าง ตรงไหนที่ต้องปรับปรุง
ตัวอย่างคำถาม: "คุณมีการสำรองข้อมูลเป็นประจำหรือไม่?" ถ้าตอบว่า "ไม่" ก็แสดงว่าเราต้องปรับปรุงเรื่อง Reliability แล้ว
หลังจากรู้จุดอ่อนแล้ว เราก็มาออกแบบ Architecture ใหม่ให้ดีขึ้น โดยคำนึงถึงเสาหลักทั้ง 5
ตัวอย่าง: เราอาจจะใช้ EC2 รัน Web Application, ใช้ S3 เก็บรูปภาพ, ใช้ RDS เก็บข้อมูล, และใช้ CloudFront ทำ CDN เพื่อให้ Web Application เร็วขึ้น
Code snippet (CloudFormation):
Resources:
MyEC2Instance:
Type: AWS::EC2::Instance
Properties:
ImageId: ami-xxxxxxxxxxxxx
InstanceType: t2.micro
SecurityGroupIds:
- !Ref MySecurityGroup
MySecurityGroup:
Type: AWS::EC2::SecurityGroup
Properties:
GroupDescription: Allow HTTP and SSH access
SecurityGroupIngress:
- IpProtocol: tcp
FromPort: 80
ToPort: 80
CidrIp: 0.0.0.0/0
- IpProtocol: tcp
FromPort: 22
ToPort: 22
CidrIp: 0.0.0.0/0
Code snippet นี้เป็นตัวอย่างการสร้าง EC2 instance และ Security Group โดยใช้ CloudFormation (Infrastructure as Code)
หลังจากออกแบบเสร็จแล้ว เราก็ลงมือสร้างระบบตาม Architecture ที่ออกแบบไว้ และทำการ Monitor ระบบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูว่าระบบทำงานได้ตามที่คาดหวังหรือไม่
เราอาจจะใช้ CloudWatch ในการ Monitor CPU utilization, Memory utilization, Network traffic, และอื่นๆ
ถ้าเจอปัญหา ก็รีบแก้ไขทันที อย่าปล่อยให้ปัญหาเล็กๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่
อย่าลืมเข้าไปดู SiamCafe Blog นะ มีบทความดีๆ อีกเยอะเลย
ดูวิดีโอเพิ่มเติมเกี่ยวกับAws Well Architected Framework Guide:
Well-Architected Framework ไม่ใช่ทางเลือกเดียวในการออกแบบระบบ Cloud นะ มันมีทางเลือกอื่นๆ อีก เช่น:
แต่ละทางเลือกก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป มาดูตารางเปรียบเทียบกัน:
| Framework | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|
| AWS Well-Architected Framework | ฟรี, ครอบคลุม, อิงตาม Best Practices ของ AWS | อาจจะไม่เหมาะกับทุก use case |
| Custom Framework | ปรับแต่งได้ตามต้องการ | ใช้เวลาและทรัพยากรในการสร้าง |
| Third-Party Framework | อาจจะมี features ที่ AWS ไม่ได้ให้ | ต้องเสียเงินซื้อ, อาจจะไม่ compatible กับ AWS |
สรุปคือ ถ้าเราใช้ AWS เป็นหลัก Well-Architected Framework คือตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะมันฟรี ครอบคลุม และอิงตาม Best Practices ของ AWS
ถ้าอยากรู้เรื่อง Cloud เพิ่มเติม ลองไปอ่านบทความอื่นๆ ใน SiamCafe Blog ได้เลยนะ
เอาล่ะน้องๆ มาถึงหัวใจหลักกันแล้ว Best Practices เนี่ย ไม่ใช่แค่ท่องจำนะ ต้องเอาไปปรับใช้ให้เข้ากับหน้างานจริง สมัยผมทำร้านเน็ตนี่เจอมาหมดแล้ว ทั้งลูกค้าทำคอมพ์แฮงค์ ไฟดับ เซิร์ฟเวอร์ร่ม...แต่ละอย่างนี่วัดใจทั้งนั้น
Well-Architected Framework ของ AWS นี่ก็เหมือนคู่มือเอาตัวรอดในป่าใหญ่ Cloud นั่นแหละ อ่านให้เข้าใจ แล้วเอาไปประยุกต์ใช้ รับรองว่ารอด!
1. Infrastructure as Code (IaC): สมัยก่อนตอนจะลงโปรแกรมใหม่ทีนึงนี่เหนื่อยสายตัวแทบขาด ต้องไล่ลงทีละเครื่องๆ พอมี IaC ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ ใช้ Terraform หรือ CloudFormation เขียน script ทีเดียว deploy ไปเลยทั้งระบบ
resource "aws_instance" "example" {
ami = "ami-0c55b95c0cb305548"
instance_type = "t2.micro"
tags = {
Name = "ExampleInstance"
}
}
2. Monitoring and Logging: ร้านเน็ตผมสมัยก่อนนี่ไม่มีระบบ monitoring อะไรทั้งนั้น พอเครื่องมีปัญหาถึงจะรู้ตัว เดี๋ยวนี้ CloudWatch หรือ Datadog นี่ช่วยได้เยอะ คอยดู performance ของระบบ แจ้งเตือนเมื่อมีอะไรผิดปกติ
3. Cost Optimization: AWS มันสะดวกก็จริง แต่ถ้าไม่ระวังเรื่องค่าใช้จ่ายนี่บานปลายได้ง่ายๆ ใช้ Reserved Instances หรือ Spot Instances ให้เป็นประโยชน์ ปิดเครื่องที่ไม่ใช้งาน (เหมือนปิดแอร์ตอนไม่มีลูกค้าในร้านนั่นแหละ)
4. Security First: เรื่องความปลอดภัยนี่สำคัญสุดๆ สมัยก่อนโดน hack เว็บร้านเน็ตไปทีนึงนี่เข็ดเลย AWS มีเครื่องมือด้าน security เยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็น IAM, Security Groups, WAF ใช้ให้เป็นประโยชน์ ป้องกันไว้ดีกว่าแก้
จำเป็นสิ! เหมือนมี blueprint ก่อนสร้างบ้าน ถ้าไม่วางแผนให้ดี บ้านก็อาจจะพังได้ง่ายๆ Framework นี้ช่วยให้เราคิดรอบด้านตั้งแต่เริ่มต้น
ไม่ต้อง! เริ่มจาก core principles ก่อน แล้วค่อยๆ เรียนรู้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ project ของเรา ผมว่าเหมือนหัดขี่จักรยาน เริ่มจากทรงตัวให้ได้ก่อน แล้วค่อยไปหัดท่าอื่นๆ
ไม่ใช่ยาวิเศษนะ! Framework นี้เป็นแค่ guideline ช่วยให้เราคิดอย่างเป็นระบบ แต่สุดท้ายก็ต้องใช้ประสบการณ์และความรู้ของเราเองในการแก้ปัญหา
AWS มีเครื่องมือหลายอย่างที่ช่วยได้ เช่น AWS Trusted Advisor, AWS Well-Architected Tool ลองศึกษาดูครับ
Well-Architected Framework ของ AWS เนี่ยเป็นเหมือนแผนที่นำทางให้เราสร้างระบบ Cloud ที่ดี มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และประหยัดค่าใช้จ่าย เรียนรู้หลักการต่างๆ แล้วเอาไปปรับใช้ให้เข้ากับ project ของเรา ที่สำคัญคือต้องลงมือทำจริง เจอปัญหาจริง แล้วค่อยๆ เรียนรู้และปรับปรุงไปเรื่อยๆ
เหมือนสมัยผมเปิดร้านเน็ตใหม่ๆ นั่นแหละ ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด ทุกอย่างต้องเรียนรู้จากประสบการณ์
ถ้าอยากลงทุน forex ลองดู iCafeForex นะน้อง
และอย่าลืมติดตาม SiamCafe Blog ด้วยนะ มีเรื่อง IT สนุกๆ อีกเยอะเลย