Cloud
น้องๆ ครับ, AWS Cost Optimization Guide 2026 เนี่ย มันคือคู่มือที่เราจะมาดูกันว่าทำยังไงให้เราใช้ AWS ได้คุ้มค่าที่สุดในปี 2026 คือไม่ใช่แค่ใช้เป็นนะ ต้องใช้ให้ "ฉลาด" ด้วย สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe เนี่ย ค่าไฟนี่ตัวดีเลย กินกำไรไปเยอะ AWS ก็เหมือนกัน ถ้าไม่ระวังนี่บานปลายได้ง่ายๆ
ทำไมมันถึงสำคัญน่ะเหรอ? ง่ายๆ เลยครับ "ประหยัดเงิน" ไง! เงินที่เหลือเอาไปลงทุนอย่างอื่นได้อีกเยอะแยะ พัฒนา Product ให้ดีขึ้น จ้างคนเก่งๆ มาช่วยงาน หรือแม้กระทั่งเอาไปกินเลี้ยงฉลองทีมงาน (อันนี้สำคัญมาก!) คิดดูสิว่าถ้าเราลดค่าใช้จ่าย AWS ได้ 10-20% ทุกเดือน มันจะเยอะขนาดไหนในหนึ่งปี
AWS มันมี Pricing Model ที่ซับซ้อนมากน้อง สมัยก่อนผมเช่า Server ต้องจ่ายรายเดือนจบ แต่ AWS นี่คิดเป็นวินาที คิดตาม Resource ที่ใช้ คิดตาม Data ที่ส่งออก/นำเข้า คือมันยิบย่อยมาก ถ้าไม่เข้าใจตรงนี้ เตรียมตัวจ่ายแพงได้เลย
ตัวอย่างเช่น EC2 (Virtual Machine) เนี่ย มีให้เลือกหลายแบบ ทั้ง On-Demand, Reserved Instance, Spot Instance แต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน On-Demand ก็แพงสุด แต่ยืดหยุ่นสุด Reserved Instance ก็ถูกลงมาหน่อย แต่ต้องผูกสัญญา Spot Instance นี่ถูกมากกก แต่ก็เสี่ยงโดนแย่ง Resource ไปตอนไหนก็ได้
AWS Cost Explorer เนี่ย เป็นเครื่องมือที่ AWS ให้มาฟรีๆ (แต่จริงๆ ก็รวมอยู่ในค่าบริการแล้วแหละ) เอาไว้ให้เราดูว่าเราใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ใช้ Resource อะไรเยอะที่สุด มี Trend การใช้จ่ายยังไงบ้าง คือมันช่วยให้เราเห็นภาพรวมค่าใช้จ่ายของเราได้ง่ายขึ้น
สมัยผมทำร้านเน็ต ก็ต้องมานั่งจดค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าอินเทอร์เน็ต ใส่ Excel เองหมด AWS Cost Explorer นี่สบายกว่าเยอะ แค่ Login เข้า Console ก็เห็นหมดแล้ว
เอาล่ะ มาถึง Part ที่สำคัญที่สุด คือแล้วเราจะเริ่มทำ Cost Optimization ยังไง? ผมจะสรุปเป็นขั้นตอนง่ายๆ ให้น้องๆ เอาไปลองทำตามกันได้เลย
เริ่มจากเข้าไปดูใน AWS Cost Explorer ก่อนเลยครับ ดูว่า Service ไหนที่เราใช้จ่ายเยอะที่สุด EC2? S3? Database? แล้วก็เจาะลึกลงไปอีกว่า Instance Type ที่เราใช้มันเหมาะสมหรือเปล่า Data ที่เราเก็บใน S3 มันจำเป็นต้องเก็บไว้นานขนาดนั้นไหม Database เรา Over-Provisioned หรือเปล่า
ลองดู Report ที่ AWS Cost Explorer Generate ให้ด้วยครับ มันจะแนะนำว่าเราควรจะปรับอะไรบ้าง เช่น เปลี่ยน Instance Type ให้เล็กลง ซื้อ Reserved Instance หรือใช้ Spot Instance
หลังจากที่เราวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายแล้ว ก็ถึงเวลาลงมือ Optimize ครับ
ตัวอย่าง Code S3 Lifecycle Policy:
{
"Rules": [
{
"ID": "MoveToGlacier",
"Filter": {
"Prefix": "logs/"
},
"Status": "Enabled",
"Transitions": [
{
"Date": "2026-01-01T00:00:00.0Z",
"StorageClass": "GLACIER"
}
]
}
]
}
AWS Budgets เอาไว้ให้เราตั้ง Budget ว่าเราจะใช้จ่าย AWS ได้ไม่เกินเท่าไหร่ ถ้าเราใช้จ่ายเกิน Budget มันก็จะ Alert เรา AWS Cost Anomaly Detection ก็คล้ายๆ กัน แต่มันจะใช้ Machine Learning ในการ Detect ว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรที่มันผิดปกติไปจากเดิม
สมัยผมทำร้านเน็ต ถ้าค่าไฟเดือนไหนเกิน Budget นี่โดนแม่ด่าแน่นอน AWS Budgets กับ Cost Anomaly Detection ก็เหมือนแม่คอยเตือนเราไม่ให้ใช้จ่ายเกินตัว
อย่าลืมเข้าไปอ่านบทความอื่นๆ ใน SiamCafe Blog ด้วยนะครับ มี Tips & Tricks อีกเยอะแยะ
ดูวิดีโอเพิ่มเติมเกี่ยวกับAws Cost Optimization Guide 2026:
นอกจาก AWS แล้ว ก็ยังมี Cloud Provider เจ้าอื่นอีก เช่น Google Cloud Platform (GCP) และ Microsoft Azure แต่ละเจ้าก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน
| Feature | AWS | GCP | Azure |
|---|---|---|---|
| Pricing Model | ซับซ้อน แต่ยืดหยุ่น | คล้าย AWS | คล้าย AWS |
| Global Infrastructure | ใหญ่ที่สุด | รองลงมา | ใหญ่ |
| Service Selection | เยอะที่สุด | เยอะ | เยอะ |
| Ease of Use | ปานกลาง | ยาก | ง่าย |
| Cost Optimization Tools | ครบครัน | ครบครัน | ครบครัน |
สรุปคือไม่มี Cloud Provider ไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน มันขึ้นอยู่กับ Requirement และ Budget ของแต่ละคน ต้องลองศึกษาดูว่าอันไหนที่เหมาะกับเราที่สุด
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับน้องๆ นะครับ ลองเอาไปปรับใช้กับ Project ของตัวเองดู ถ้ามีคำถามอะไรก็ถามมาได้เลย ที่ SiamCafe Blog เรามี Community ที่พร้อมจะช่วยเหลือทุกคนเสมอครับ
สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe เนี่ย เรื่อง "optimization" นี่สำคัญสุดๆ เพราะกำไรมันน้อยนิด ถ้าคุมต้นทุนไม่ดี เจ๊งลูกเดียว! Cloud ก็เหมือนกันแหละครับ มอง AWS เป็นร้านเน็ตขนาดยักษ์ ที่เราต้องบริหารจัดการให้ดี
ผมเจอมาหมดแล้ว ทั้งคนที่ใช้ resource เกินจำเป็น, ลืมปิด instance ตอนไม่ได้ใช้, หรือเลือก instance type ไม่เหมาะสมกับ workload ตอนนั้นก็คิดว่าทำไมไม่คิดก่อนคลิก! 555 Cloud นี่แหละตัวดีเลย
1. Right Sizing Instance: เลือกขนาด instance ให้เหมาะสมกับ workload จริงๆ อย่าเผื่อเยอะเกินไป สมัยก่อนผมเคยเจอเด็กที่ร้านเปิดเกมส์แล้วเลือกสเปคเครื่องเผื่ออนาคตซะเวอร์ สุดท้ายเล่นเกมส์เดิมๆ สเปคเหลือบานเบอะ เสียดายตังค์
# ตัวอย่าง: ใช้ CloudWatch Metric ดู CPU Utilization แล้วปรับขนาด instance
# ถ้า CPU Utilization ต่ำกว่า 20% เป็นเวลานาน อาจลดขนาด instance ได้
2. Spot Instance: ใช้ Spot Instance สำหรับ workload ที่ไม่ critical และสามารถ interrupt ได้ สมัยก่อนผมเอาเครื่องที่ร้านมาขุด Bitcoin ตอนกลางคืนที่คนไม่ค่อยเล่นเกมส์ (อันนี้เล่าให้ฟังเฉยๆ นะ อย่าทำตาม!)
# ตัวอย่าง: สร้าง Spot Instance Request
aws ec2 request-spot-instances --instance-count 1 --type one-time --launch-specification file://spot-instance-config.json
3. Data Tiering: ย้าย data ที่ไม่ค่อยได้ใช้ไปเก็บไว้ใน storage tier ที่ราคาถูกกว่า เช่น S3 Glacier สมัยก่อนผมเอา log file เก่าๆ ย้ายไปเก็บไว้ใน hard drive สำรอง (เสียบเฉพาะเวลาต้องการ)
4. Reserved Instances: ถ้า workload ของคุณ stable และคาดการณ์ได้ ให้ซื้อ Reserved Instances เพื่อรับส่วนลด สมัยก่อนผมเช่า lease line internet รายปี เพราะรู้ว่าต้องใช้ internet แน่นอน
# ตัวอย่าง: ซื้อ Reserved Instance
aws ec2 purchase-reserved-instances-offering --reserved-instances-offering-id ri-xxxxxxxxxxxxxxxxx --instance-count 1
5. AWS Cost Explorer: หมั่นตรวจสอบ AWS Cost Explorer เพื่อดู trend การใช้งานและหาจุดที่สามารถ optimize ได้ สมัยก่อนผมทำบัญชีรายรับรายจ่ายของร้านทุกวัน เพื่อดูว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรที่ลดได้บ้าง
จำไว้ว่า "A penny saved is a penny earned" ทุกบาททุกสตางค์ที่ประหยัดได้ คือกำไรที่เพิ่มขึ้น
A: เตรียมตัวรับมือกับการ interrupt! ออกแบบ application ให้สามารถ resume ได้จากจุดที่ค้างไว้ หรือใช้ Auto Scaling Group เพื่อให้มี instance ใหม่ขึ้นมาทดแทน
A: Reserved Instance เหมาะสำหรับ workload ที่ stable จริงๆ ถ้าไม่แน่ใจ ให้ลองใช้ Savings Plans แทน เพราะมีความยืดหยุ่นมากกว่า
A: เริ่มจาก CPU Utilization, Memory Utilization, Network I/O และ Disk I/O ก่อน แล้วค่อยเจาะลึกไปที่ metric อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ application ของคุณ
A: ลองใช้ AWS Trusted Advisor หรือ third-party cost management tool ที่มี interface ที่ใช้งานง่ายกว่า
การ optimize ค่าใช้จ่ายบน AWS ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยความเข้าใจใน workload ของตัวเอง, ความรู้เกี่ยวกับ AWS service ต่างๆ และความขยันในการ monitor และปรับปรุงอยู่เสมอ iCafeForex ก็เหมือนกัน ต้องคอยดูตลาดตลอดเวลา
อย่าลืมว่า "ความรู้คือพลัง" ยิ่งคุณรู้มากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งสามารถประหยัดเงินได้มากขึ้นเท่านั้น SiamCafe Blog มีบทความดีๆให้อ่านเยอะเลย ลองเข้าไปดูกันได้