Network
น้องๆ หลายคนคงเคยเจอปัญหาเน็ตอืด โฆษณาเยอะแยะเต็มไปหมด กดผิดกดถูกไปหมด สมัยผมทำร้านเน็ตเจอประจำ เด็กๆ บ่นอุบ ผมเลยต้องหาทางแก้ ปัจจุบันมีเครื่องมือดีๆ ที่ช่วยจัดการปัญหาพวกนี้ได้ นั่นก็คือ AdGuard Home กับ Pi-hole นั่นเอง
AdGuard Home กับ Pi-hole คืออะไร? มันคือซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เป็น DNS server ส่วนตัวของเรา ทำหน้าที่กรองโฆษณาและบล็อกเว็บไซต์ที่ไม่พึงประสงค์ ทำให้การท่องเน็ตของเราเร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และสบายตาขึ้นเยอะเลย
ปกติเวลาเราเข้าเว็บไซต์อะไรก็ตาม เครื่องเราจะต้องไปถาม DNS server ก่อนว่าชื่อเว็บไซต์นี้ IP อะไร แล้วค่อยไปดึงข้อมูลมาแสดงผลให้เราเห็น DNS server ที่เราใช้กันทั่วไปก็คือของ ISP (ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต) หรือของ Google (8.8.8.8) แต่ DNS server พวกนี้ไม่ได้กรองโฆษณาให้เรา แถมบางทียังเก็บข้อมูลการใช้งานของเราไปอีก
แต่ถ้าเรามี DNS server ส่วนตัว เราสามารถควบคุมทุกอย่างได้เอง กรองโฆษณา บล็อกเว็บไซต์ที่ไม่ต้องการ และที่สำคัญคือข้อมูลของเราจะไม่ถูกส่งไปให้ใคร
AdGuard Home เป็นซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งง่ายมากๆ รองรับหลายแพลตฟอร์ม ทั้ง Windows, macOS, Linux, Raspberry Pi หรือแม้แต่ Docker สมัยผมทำร้านเน็ตชอบใช้ Raspberry Pi เพราะมันเล็ก กินไฟน้อย แถมยังทำอะไรได้เยอะแยะ
sudo apt update && sudo apt upgradeAdGuardHome_linux_armv7.tar.gz หรือ AdGuardHome_linux_armv6.tar.gz)tar -xzvf AdGuardHome_linux_armv7.tar.gzsudo ./AdGuardHome -s installsudo ./AdGuardHome -s start192.168.1.100:3000) ทำตามขั้นตอนที่ AdGuard Home แนะนำเพื่อตั้งค่าต่างๆแค่นี้เอง! AdGuard Home ก็พร้อมทำงานแล้ว ลองเข้าเว็บไซต์ต่างๆ ดู จะเห็นว่าโฆษณาน้อยลงเยอะเลย
หลังจากติดตั้ง AdGuard Home แล้ว สิ่งที่ควรทำต่อคือการตั้งค่าตัวกรอง (Filter lists) เพื่อให้ AdGuard Home บล็อกโฆษณาและเว็บไซต์ที่ไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
192.168.1.100:3000)https://easylist.to/easylist/easylist.txthttps://easylist.to/easylist/easyprivacy.txthttps://adguardteam.github.io/AdGuardFilters/filter.txtนอกจากนี้ เรายังสามารถเพิ่ม custom rules เพื่อบล็อกเว็บไซต์หรือโดเมนที่เราต้องการได้เอง โดยไปที่เมนู "Custom filtering rules" แล้วใส่ rules ที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น:
||example.com^
rule นี้จะบล็อกเว็บไซต์ example.com
Pi-hole เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ชอบ Open Source และอยากปรับแต่งอะไรได้เยอะแยะ Pi-hole ก็ติดตั้งบน Raspberry Pi ได้เหมือนกัน แต่ขั้นตอนการติดตั้งจะแตกต่างกันนิดหน่อย
sudo apt update && sudo apt upgradecurl -sSL https://install.pi-hole.net | bashเสร็จแล้ว! Pi-hole ก็พร้อมทำงานแล้ว หน้า Admin ของ Pi-hole จะอยู่ที่ http://[IP address ของ Raspberry Pi]/admin
| คุณสมบัติ | AdGuard Home | Pi-hole |
|---|---|---|
| ติดตั้งง่าย | ง่ายมาก | ง่าย |
| ใช้งานง่าย | ง่าย | ปานกลาง (ต้องปรับแต่งเยอะกว่า) |
| Open Source | ไม่ใช่ (แต่มีส่วนที่เป็น Open Source) | ใช่ |
| รองรับ Protocol | DNS-over-HTTPS (DoH), DNS-over-TLS (DoT), DNS-over-QUIC (DoQ) | DNS |
| Filter lists | รองรับหลายรูปแบบ | รองรับ Adblock list |
| Privacy | ดีมาก | ดี |
จากตารางจะเห็นว่า AdGuard Home ติดตั้งง่ายกว่า ใช้งานง่ายกว่า และรองรับ Protocol ที่ทันสมัยกว่า แต่ Pi-hole ก็เป็น Open Source ที่มี Community ใหญ่ และปรับแต่งอะไรได้เยอะแยะ
ถ้าเน้นใช้งานง่าย ไม่ต้องปรับแต่งอะไรเยอะ AdGuard Home คือคำตอบ แต่ถ้าชอบปรับแต่ง ชอบ Open Source และอยากเรียนรู้อะไรใหม่ๆ Pi-hole ก็เป็นตัวเลือกที่ดี
ไม่ว่าจะเลือกอะไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมี DNS server ส่วนตัว จะช่วยให้การท่องเน็ตของเราปลอดภัยขึ้น เร็วขึ้น และสบายตาขึ้นเยอะเลย ลองเอาไปทำตามกันดูนะครับ สงสัยอะไรถามได้เลย
ดูวิดีโอเพิ่มเติมเกี่ยวกับAdGuard Home vs Pi-hole เลือกอ:
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับน้องๆ นะครับ ถ้ามีอะไรสงสัยหรืออยากให้ผมเขียนเรื่องอะไรอีก บอกได้เลย SiamCafe Blog ยินดีให้บริการเสมอ สมัยผมทำร้านเน็ตก็เจอปัญหาเยอะแยะ พอมาแชร์ประสบการณ์ให้คนรุ่นหลังได้ประโยชน์ก็ดีใจครับ แล้วเจอกันใหม่บทความหน้านะครับ SiamCafe Blog
สมัยผมทำร้านเน็ต เลือก DNS Server ปลายทางสำคัญมาก เพราะส่งผลต่อความเร็วในการใช้งานของลูกค้าโดยตรง สมัยนั้น Google Public DNS (8.8.8.8, 8.8.4.4) ยังไม่บูมเท่าตอนนี้ ผมลองใช้ CAT, TOT, CS Loxinfo เทียบกันเลย เลือกอันที่ ping น้อยสุด เสถียรสุด
AdGuard Home กับ Pi-hole ก็เหมือนกัน ต้องเลือก upstream DNS server ที่เร็วและเชื่อถือได้ Cloudflare (1.1.1.1), Quad9 (9.9.9.9) ก็เป็นตัวเลือกที่ดี ลองทดสอบดูครับว่าอันไหนเหมาะกับเน็ตเวิร์คเราที่สุด
การจัดการ Whitelist กับ Blacklist เป็นดาบสองคม สมัยก่อนเคย block เว็บเกมที่เด็กชอบเข้า ปรากฏว่า block ผิด domain ดันไปกระทบเว็บอื่นที่จำเป็นต้องใช้ งานเข้าเลย ต้องมานั่งแก้ config กันวุ่นวาย
AdGuard Home กับ Pi-hole มี community ที่ช่วยกันดูแล Blacklist อยู่แล้ว แต่ก็ต้องตรวจสอบให้ดี อย่าเชื่อทั้งหมด ต้องดูว่ามันเหมาะสมกับ use case ของเราไหม ถ้าเจอเว็บที่จำเป็นต้องเข้า แต่โดน block ก็ต้อง Add to Whitelist เอง
Log file คือขุมทรัพย์! สมัยทำร้านเน็ต ผมดู log เป็นประจำ จะเห็นเลยว่าเด็กๆ ชอบเข้าเว็บอะไร ช่วงเวลาไหน traffic เป็นยังไง ทำให้เราวางแผนการตลาดได้ถูกจุด
AdGuard Home กับ Pi-hole ก็เหมือนกัน ต้อง monitor log ดูว่ามีอะไรผิดปกติไหม มี domain แปลกๆ ที่ client พยายามเข้าถึงหรือเปล่า บางทีอาจจะเจอ malware หรือ botnet แอบแฝงมาก็ได้
ไม่เยอะครับ สมัยก่อนผมใช้ server เก่าๆ spec ต่ำๆ รัน Linux ก็ยังไหว Pi-hole นี่กิน resource น้อยมากๆ AdGuard Home อาจจะกินมากกว่านิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหา ถ้าไม่ได้มี client เยอะมากๆ
ไม่จำเป็นครับ AdGuard Home กับ Pi-hole รันได้บน Linux, macOS, Windows ที่บ้านผมใช้ Docker รันบน NAS สะดวกดี iCafeForex ก็ใช้ Docker เหมือนกัน
AdGuard Home กับ Pi-hole ช่วย block โฆษณาบน YouTube ได้ "บ้าง" ครับ ไม่ได้ 100% เพราะ YouTube ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ เขาใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อหลบเลี่ยงการ block สิ่งที่ทำได้คือ block domain ที่ใช้สำหรับส่งโฆษณา แต่ YouTube ก็เปลี่ยน domain ไปเรื่อยๆ ต้องคอยอัพเดท Blacklist กันไป
คล้ายๆ กับ YouTube ครับ AdGuard Home กับ Pi-hole ช่วย block Facebook Ads ได้ "บ้าง" แต่ก็ไม่ได้ทั้งหมด Facebook ก็เก่งเรื่องการหลบเลี่ยงการ block เหมือนกัน
AdGuard Home กับ Pi-hole เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราควบคุม network traffic และ block โฆษณาได้ดีทั้งคู่ Pi-hole อาจจะ setup ง่ายกว่า กิน resource น้อยกว่า แต่ AdGuard Home มี features ที่ advanced กว่า ต้องลองเลือกดูว่าอันไหนตอบโจทย์เรามากที่สุด
อย่าลืมเข้าไปอ่านบทความอื่นๆ ใน SiamCafe Blog ด้วยนะครับ มีเรื่องราว IT สนุกๆ อีกเยอะเลย