AdGuard Home vs Pi-hole เลือกอะไร Network

AdGuard Home vs Pi-hole เลือกอะไร

📅 2026-02-09 | โดย อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์ — SiamCafe.net Since 1997

AdGuard Home vs Pi-hole: เลือกอะไรดี ชีวิตดีขึ้นเยอะ!

น้องๆ หลายคนคงเคยเจอปัญหาเน็ตอืด โฆษณาเยอะแยะเต็มไปหมด กดผิดกดถูกไปหมด สมัยผมทำร้านเน็ตเจอประจำ เด็กๆ บ่นอุบ ผมเลยต้องหาทางแก้ ปัจจุบันมีเครื่องมือดีๆ ที่ช่วยจัดการปัญหาพวกนี้ได้ นั่นก็คือ AdGuard Home กับ Pi-hole นั่นเอง

AdGuard Home กับ Pi-hole คืออะไร? มันคือซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เป็น DNS server ส่วนตัวของเรา ทำหน้าที่กรองโฆษณาและบล็อกเว็บไซต์ที่ไม่พึงประสงค์ ทำให้การท่องเน็ตของเราเร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และสบายตาขึ้นเยอะเลย

ทำไมต้องมี DNS Server ส่วนตัว?

ปกติเวลาเราเข้าเว็บไซต์อะไรก็ตาม เครื่องเราจะต้องไปถาม DNS server ก่อนว่าชื่อเว็บไซต์นี้ IP อะไร แล้วค่อยไปดึงข้อมูลมาแสดงผลให้เราเห็น DNS server ที่เราใช้กันทั่วไปก็คือของ ISP (ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต) หรือของ Google (8.8.8.8) แต่ DNS server พวกนี้ไม่ได้กรองโฆษณาให้เรา แถมบางทียังเก็บข้อมูลการใช้งานของเราไปอีก

แต่ถ้าเรามี DNS server ส่วนตัว เราสามารถควบคุมทุกอย่างได้เอง กรองโฆษณา บล็อกเว็บไซต์ที่ไม่ต้องการ และที่สำคัญคือข้อมูลของเราจะไม่ถูกส่งไปให้ใคร

ติดตั้ง AdGuard Home: ง่ายกว่าที่คิดเยอะ

AdGuard Home เป็นซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งง่ายมากๆ รองรับหลายแพลตฟอร์ม ทั้ง Windows, macOS, Linux, Raspberry Pi หรือแม้แต่ Docker สมัยผมทำร้านเน็ตชอบใช้ Raspberry Pi เพราะมันเล็ก กินไฟน้อย แถมยังทำอะไรได้เยอะแยะ

วิธีติดตั้ง AdGuard Home บน Raspberry Pi (แบบละเอียด)

  1. เตรียม Raspberry Pi: ต้องมี Raspberry Pi ที่ลงระบบปฏิบัติการ Raspberry Pi OS ไว้แล้ว (แนะนำเป็นรุ่น 4B ขึ้นไป)
  2. อัปเดตระบบ: เปิด Terminal แล้วพิมพ์คำสั่งนี้:
    sudo apt update && sudo apt upgrade
  3. ดาวน์โหลด AdGuard Home: ไปที่ หน้า Releases ของ AdGuard Home แล้วเลือกไฟล์ที่ตรงกับสถาปัตยกรรมของ Raspberry Pi (ส่วนใหญ่จะเป็น AdGuardHome_linux_armv7.tar.gz หรือ AdGuardHome_linux_armv6.tar.gz)
  4. แตกไฟล์: ดาวน์โหลดเสร็จแล้วแตกไฟล์ด้วยคำสั่ง:
    tar -xzvf AdGuardHome_linux_armv7.tar.gz
  5. ติดตั้ง: เข้าไปในโฟลเดอร์ที่แตกไฟล์ แล้วรันคำสั่งติดตั้ง:
    sudo ./AdGuardHome -s install
  6. เริ่ม AdGuard Home: หลังจากติดตั้งเสร็จแล้ว ให้รันคำสั่ง:
    sudo ./AdGuardHome -s start
  7. เข้าสู่หน้า Admin: เปิด Browser แล้วพิมพ์ IP address ของ Raspberry Pi ตามด้วย port 3000 (เช่น 192.168.1.100:3000) ทำตามขั้นตอนที่ AdGuard Home แนะนำเพื่อตั้งค่าต่างๆ
  8. ตั้งค่า DNS Server: ใน Router ของเรา ให้เปลี่ยน DNS server เป็น IP address ของ Raspberry Pi

แค่นี้เอง! AdGuard Home ก็พร้อมทำงานแล้ว ลองเข้าเว็บไซต์ต่างๆ ดู จะเห็นว่าโฆษณาน้อยลงเยอะเลย

Config AdGuard Home เบื้องต้น

หลังจากติดตั้ง AdGuard Home แล้ว สิ่งที่ควรทำต่อคือการตั้งค่าตัวกรอง (Filter lists) เพื่อให้ AdGuard Home บล็อกโฆษณาและเว็บไซต์ที่ไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  1. เข้าสู่หน้า Admin: เปิด Browser แล้วพิมพ์ IP address ของ Raspberry Pi ตามด้วย port 3000 (เช่น 192.168.1.100:3000)
  2. ไปที่ Filters: คลิกที่เมนู "Filters" ทางด้านซ้าย
  3. เพิ่ม Filter lists: คลิกที่ปุ่ม "Add filter list" แล้วใส่ URL ของ Filter lists ที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น:
    • EasyList: https://easylist.to/easylist/easylist.txt
    • EasyPrivacy: https://easylist.to/easylist/easyprivacy.txt
    • AdGuard Base filter: https://adguardteam.github.io/AdGuardFilters/filter.txt
  4. อัปเดต Filter lists: หลังจากเพิ่ม Filter lists แล้ว ให้คลิกที่ปุ่ม "Update now" เพื่ออัปเดต Filter lists ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

นอกจากนี้ เรายังสามารถเพิ่ม custom rules เพื่อบล็อกเว็บไซต์หรือโดเมนที่เราต้องการได้เอง โดยไปที่เมนู "Custom filtering rules" แล้วใส่ rules ที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น:

||example.com^

rule นี้จะบล็อกเว็บไซต์ example.com

Pi-hole: Open Source สุดคลาสสิก

Pi-hole เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ชอบ Open Source และอยากปรับแต่งอะไรได้เยอะแยะ Pi-hole ก็ติดตั้งบน Raspberry Pi ได้เหมือนกัน แต่ขั้นตอนการติดตั้งจะแตกต่างกันนิดหน่อย

วิธีติดตั้ง Pi-hole บน Raspberry Pi (แบบละเอียด)

  1. เตรียม Raspberry Pi: เหมือนกับ AdGuard Home คือต้องมี Raspberry Pi ที่ลงระบบปฏิบัติการ Raspberry Pi OS ไว้แล้ว
  2. อัปเดตระบบ: เปิด Terminal แล้วพิมพ์คำสั่งนี้:
    sudo apt update && sudo apt upgrade
  3. ติดตั้ง Pi-hole: รันคำสั่งนี้:
    curl -sSL https://install.pi-hole.net | bash
  4. ทำตามขั้นตอน: โปรแกรมติดตั้งจะถามคำถามต่างๆ ให้เราตอบตามที่ต้องการ (ส่วนใหญ่ก็แค่กด Enter ไปเรื่อยๆ)
  5. ตั้งค่า DNS Server: เหมือนกับ AdGuard Home คือใน Router ของเรา ให้เปลี่ยน DNS server เป็น IP address ของ Raspberry Pi

เสร็จแล้ว! Pi-hole ก็พร้อมทำงานแล้ว หน้า Admin ของ Pi-hole จะอยู่ที่ http://[IP address ของ Raspberry Pi]/admin

AdGuard Home vs Pi-hole: เปรียบเทียบกันชัดๆ

คุณสมบัติ AdGuard Home Pi-hole
ติดตั้งง่าย ง่ายมาก ง่าย
ใช้งานง่าย ง่าย ปานกลาง (ต้องปรับแต่งเยอะกว่า)
Open Source ไม่ใช่ (แต่มีส่วนที่เป็น Open Source) ใช่
รองรับ Protocol DNS-over-HTTPS (DoH), DNS-over-TLS (DoT), DNS-over-QUIC (DoQ) DNS
Filter lists รองรับหลายรูปแบบ รองรับ Adblock list
Privacy ดีมาก ดี

จากตารางจะเห็นว่า AdGuard Home ติดตั้งง่ายกว่า ใช้งานง่ายกว่า และรองรับ Protocol ที่ทันสมัยกว่า แต่ Pi-hole ก็เป็น Open Source ที่มี Community ใหญ่ และปรับแต่งอะไรได้เยอะแยะ

เลือกอะไรดี?

ถ้าเน้นใช้งานง่าย ไม่ต้องปรับแต่งอะไรเยอะ AdGuard Home คือคำตอบ แต่ถ้าชอบปรับแต่ง ชอบ Open Source และอยากเรียนรู้อะไรใหม่ๆ Pi-hole ก็เป็นตัวเลือกที่ดี

ไม่ว่าจะเลือกอะไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมี DNS server ส่วนตัว จะช่วยให้การท่องเน็ตของเราปลอดภัยขึ้น เร็วขึ้น และสบายตาขึ้นเยอะเลย ลองเอาไปทำตามกันดูนะครับ สงสัยอะไรถามได้เลย

🎬 วิดีโอแนะนำ

ดูวิดีโอเพิ่มเติมเกี่ยวกับAdGuard Home vs Pi-hole เลือกอ:

FAQ: คำถามที่พบบ่อย

  1. AdGuard Home กับ Pi-hole ต่างกันยังไง? AdGuard Home ติดตั้งง่าย ใช้งานง่าย และรองรับ Protocol ที่ทันสมัยกว่า แต่ Pi-hole เป็น Open Source ที่มี Community ใหญ่ และปรับแต่งอะไรได้เยอะแยะ
  2. ต้องใช้ Raspberry Pi รุ่นไหน? แนะนำเป็น Raspberry Pi 4B ขึ้นไป
  3. ถ้า Router ไม่มีให้เปลี่ยน DNS Server ทำยังไง? สามารถตั้งค่า DNS Server ในเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องได้โดยตรง

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับน้องๆ นะครับ ถ้ามีอะไรสงสัยหรืออยากให้ผมเขียนเรื่องอะไรอีก บอกได้เลย SiamCafe Blog ยินดีให้บริการเสมอ สมัยผมทำร้านเน็ตก็เจอปัญหาเยอะแยะ พอมาแชร์ประสบการณ์ให้คนรุ่นหลังได้ประโยชน์ก็ดีใจครับ แล้วเจอกันใหม่บทความหน้านะครับ SiamCafe Blog

Best Practices

ตั้งค่า DNS Server ปลายทางให้ดี

สมัยผมทำร้านเน็ต เลือก DNS Server ปลายทางสำคัญมาก เพราะส่งผลต่อความเร็วในการใช้งานของลูกค้าโดยตรง สมัยนั้น Google Public DNS (8.8.8.8, 8.8.4.4) ยังไม่บูมเท่าตอนนี้ ผมลองใช้ CAT, TOT, CS Loxinfo เทียบกันเลย เลือกอันที่ ping น้อยสุด เสถียรสุด

AdGuard Home กับ Pi-hole ก็เหมือนกัน ต้องเลือก upstream DNS server ที่เร็วและเชื่อถือได้ Cloudflare (1.1.1.1), Quad9 (9.9.9.9) ก็เป็นตัวเลือกที่ดี ลองทดสอบดูครับว่าอันไหนเหมาะกับเน็ตเวิร์คเราที่สุด

Whitelist/Blacklist ต้องแม่นยำ

การจัดการ Whitelist กับ Blacklist เป็นดาบสองคม สมัยก่อนเคย block เว็บเกมที่เด็กชอบเข้า ปรากฏว่า block ผิด domain ดันไปกระทบเว็บอื่นที่จำเป็นต้องใช้ งานเข้าเลย ต้องมานั่งแก้ config กันวุ่นวาย

AdGuard Home กับ Pi-hole มี community ที่ช่วยกันดูแล Blacklist อยู่แล้ว แต่ก็ต้องตรวจสอบให้ดี อย่าเชื่อทั้งหมด ต้องดูว่ามันเหมาะสมกับ use case ของเราไหม ถ้าเจอเว็บที่จำเป็นต้องเข้า แต่โดน block ก็ต้อง Add to Whitelist เอง

Monitor Log อย่างสม่ำเสมอ

Log file คือขุมทรัพย์! สมัยทำร้านเน็ต ผมดู log เป็นประจำ จะเห็นเลยว่าเด็กๆ ชอบเข้าเว็บอะไร ช่วงเวลาไหน traffic เป็นยังไง ทำให้เราวางแผนการตลาดได้ถูกจุด

AdGuard Home กับ Pi-hole ก็เหมือนกัน ต้อง monitor log ดูว่ามีอะไรผิดปกติไหม มี domain แปลกๆ ที่ client พยายามเข้าถึงหรือเปล่า บางทีอาจจะเจอ malware หรือ botnet แอบแฝงมาก็ได้

FAQ คำถามที่พบบ่อย

AdGuard Home กับ Pi-hole กิน resource เยอะไหม?

ไม่เยอะครับ สมัยก่อนผมใช้ server เก่าๆ spec ต่ำๆ รัน Linux ก็ยังไหว Pi-hole นี่กิน resource น้อยมากๆ AdGuard Home อาจจะกินมากกว่านิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหา ถ้าไม่ได้มี client เยอะมากๆ

จำเป็นต้องใช้ Raspberry Pi ไหม?

ไม่จำเป็นครับ AdGuard Home กับ Pi-hole รันได้บน Linux, macOS, Windows ที่บ้านผมใช้ Docker รันบน NAS สะดวกดี iCafeForex ก็ใช้ Docker เหมือนกัน

Block โฆษณาบน YouTube ได้ไหม?

AdGuard Home กับ Pi-hole ช่วย block โฆษณาบน YouTube ได้ "บ้าง" ครับ ไม่ได้ 100% เพราะ YouTube ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ เขาใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อหลบเลี่ยงการ block สิ่งที่ทำได้คือ block domain ที่ใช้สำหรับส่งโฆษณา แต่ YouTube ก็เปลี่ยน domain ไปเรื่อยๆ ต้องคอยอัพเดท Blacklist กันไป

Block Facebook Ads ได้ไหม?

คล้ายๆ กับ YouTube ครับ AdGuard Home กับ Pi-hole ช่วย block Facebook Ads ได้ "บ้าง" แต่ก็ไม่ได้ทั้งหมด Facebook ก็เก่งเรื่องการหลบเลี่ยงการ block เหมือนกัน

สรุป

AdGuard Home กับ Pi-hole เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราควบคุม network traffic และ block โฆษณาได้ดีทั้งคู่ Pi-hole อาจจะ setup ง่ายกว่า กิน resource น้อยกว่า แต่ AdGuard Home มี features ที่ advanced กว่า ต้องลองเลือกดูว่าอันไหนตอบโจทย์เรามากที่สุด

อย่าลืมเข้าไปอ่านบทความอื่นๆ ใน SiamCafe Blog ด้วยนะครับ มีเรื่องราว IT สนุกๆ อีกเยอะเลย