การดูแลรักษาคอมพิวเตอร์ [อัพเดท 2026] IT General

การดูแลรักษาคอมพิวเตอร์ [อัพเดท 2026]

📅 2026-02-09 | โดย อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์ — SiamCafe.net Since 1997

การดูแลรักษาคอมพิวเตอร์ [อัพเดท 2026]: จากประสบการณ์ร้านเน็ต สู่การดูแลระบบองค์กร

น้องๆ หลายคนอาจจะมองว่าการดูแลคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่พี่บอกเลยว่ามันสำคัญมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราใช้คอมพิวเตอร์ทำงาน หรือทำธุรกิจ สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe ตั้งแต่ปี 1997 เนี่ย เรื่องดูแลคอมพิวเตอร์นี่คือเรื่องคอขาดบาดตายเลยนะ เพราะถ้าเครื่องเสีย ลูกค้าก็เล่นไม่ได้ รายได้ก็หาย แถมยังต้องมานั่งปวดหัวแก้ปัญหาอีก

ตอนนั้นผมต้องดูแลคอมพิวเตอร์เป็นสิบๆ เครื่อง ทั้งเรื่องไวรัส เรื่องโปรแกรมค้าง เรื่องฮาร์ดแวร์เสีย คือสารพัดปัญหาที่เราต้องเจอ ซึ่งประสบการณ์ตรงนั้นแหละที่สอนให้ผมรู้ว่า การป้องกันดีกว่าแก้ และการดูแลรักษาคอมพิวเตอร์อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ปัจจุบันผมสอนเรื่อง Network, Security, Linux, Cloud ให้กับองค์กรต่างๆ ซึ่งเรื่องการดูแลคอมพิวเตอร์ก็ยังเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทุกคนต้องรู้ เพราะไม่ว่าจะเป็น Server, Desktop, หรือ Laptop ทุกอย่างมันก็คือคอมพิวเตอร์เหมือนกัน และต้องการการดูแลรักษาที่ถูกต้อง เพื่อให้มันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

บทความนี้พี่จะมาแชร์ประสบการณ์และเทคนิคต่างๆ ที่ผมได้เรียนรู้มาตลอด 28 ปี ในวงการ IT เกี่ยวกับการดูแลรักษาคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่เรื่องพื้นฐาน ไปจนถึงเรื่องที่ซับซ้อนมากขึ้น รับรองว่าอ่านจบแล้วน้องๆ จะสามารถนำไปปรับใช้กับการดูแลคอมพิวเตอร์ของตัวเองได้แน่นอนครับ

1. การดูแลรักษา Hardware: ฝุ่นคือศัตรูตัวร้าย

หลายคนมองข้ามเรื่อง Hardware แต่จริงๆ แล้วมันสำคัญมากๆ นะ เพราะถ้า Hardware มีปัญหา Software ก็ทำงานไม่ได้ สมัยผมทำร้านเน็ต สิ่งที่เจอบ่อยที่สุดคือเรื่องฝุ่น เพราะร้านเน็ตเปิดทั้งวันทั้งคืน คนเข้าออกเยอะ ฝุ่นก็เยอะตามไปด้วย

ฝุ่นนี่แหละคือศัตรูตัวร้ายของคอมพิวเตอร์เลย เพราะมันจะเข้าไปอุดตันช่องระบายความร้อน ทำให้เครื่องร้อน และเมื่อเครื่องร้อนมากๆ มันก็จะเริ่มทำงานช้าลง หรืออาจจะถึงขั้นเสียได้เลย ดังนั้น สิ่งที่ควรทำเป็นประจำคือการทำความสะอาดคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพัดลม CPU, พัดลมการ์ดจอ, และ Power Supply

ผมแนะนำให้ใช้เครื่องเป่าลม (Air Duster) เป่าฝุ่นออกอย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือถ้าใครขยันหน่อย ก็สามารถใช้แปรงขนนุ่มปัดฝุ่นออกได้ แต่ต้องระวังอย่าให้ไปโดนส่วนประกอบที่บอบบางมากนักนะครับ

1.1 การตรวจสอบอุณหภูมิ

การตรวจสอบอุณหภูมิของ CPU และ GPU เป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าอุณหภูมิสูงเกินไป มันอาจจะทำให้เครื่องทำงานผิดปกติ หรือเสียหายได้ วิธีการตรวจสอบอุณหภูมิก็มีหลายวิธี เช่น ใช้โปรแกรม HWMonitor หรือ Core Temp ซึ่งจะแสดงอุณหภูมิของ CPU และ GPU แบบ Real-time

อุณหภูมิปกติของ CPU และ GPU จะอยู่ที่ประมาณ 40-60 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิสูงเกิน 80 องศาเซลเซียส แสดงว่ามีปัญหาแล้ว อาจจะต้องตรวจสอบระบบระบายความร้อน หรือทำความสะอาดฝุ่น

เคยเจอเคสนี้ตอนติดตั้งระบบให้ลูกค้าบริษัทออกแบบกราฟิก เครื่องทำงานช้ามาก พอตรวจสอบดูปรากฏว่า CPU ร้อนเกินไป เพราะพัดลม CPU เสีย พอเปลี่ยนพัดลมใหม่ เครื่องก็กลับมาทำงานได้ปกติเลย

1.2 การดูแลรักษา Hard Disk / SSD

Hard Disk และ SSD เป็นส่วนประกอบสำคัญในการเก็บข้อมูล ดังนั้นเราต้องดูแลรักษาให้ดี สมัยก่อนตอนที่ใช้ Hard Disk สิ่งที่ต้องระวังคือเรื่อง Bad Sector เพราะถ้ามี Bad Sector เยอะๆ ข้อมูลก็จะเสียหายได้

ปัจจุบัน SSD เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะมีความเร็วสูงกว่า และทนทานกว่า Hard Disk แต่ก็ยังมีข้อควรระวังคือเรื่องการเขียนข้อมูล (Write Cycle) เพราะ SSD มีจำนวนครั้งในการเขียนข้อมูลที่จำกัด ถ้าเขียนข้อมูลบ่อยๆ SSD ก็อาจจะเสื่อมสภาพได้เร็วกว่า

ผมใช้ SSD มาหลายปี บอกเลยว่ามันเร็วกว่า Hard Disk มากๆ แต่ก็ต้องระวังเรื่องการเขียนข้อมูลด้วย ผมแนะนำให้ใช้โปรแกรมตรวจสอบสุขภาพของ Hard Disk / SSD เช่น CrystalDiskInfo เพื่อตรวจสอบสถานะและอุณหภูมิของ Hard Disk / SSD อย่างสม่ำเสมอ


# ตัวอย่างการตรวจสอบสถานะ SSD ใน Linux
sudo smartctl -a /dev/sda

2. การดูแลรักษา Software: อัพเดทอยู่เสมอ

Software ก็เหมือนร่างกายคนเรา ถ้าไม่ดูแลรักษาก็อาจจะป่วยได้ การดูแลรักษา Software ที่สำคัญที่สุดคือการอัพเดทอยู่เสมอ เพราะการอัพเดทจะช่วยแก้ไข Bug และช่องโหว่ด้านความปลอดภัย ที่อาจจะถูก Hacker โจมตีได้

ผมแนะนำให้อัพเดท Operating System (Windows, macOS, Linux) และโปรแกรมต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Browser (Chrome, Firefox, Edge) และโปรแกรม Anti-Virus เพราะโปรแกรมเหล่านี้เป็นเป้าหมายหลักของ Hacker

นอกจากนี้ เราควรจะตรวจสอบโปรแกรมที่ติดตั้งในเครื่องของเราด้วย ว่ามีโปรแกรมอะไรที่เราไม่ได้ใช้อีกแล้ว ถ้ามีก็ควรจะ Uninstall ออกไป เพราะโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้ อาจจะทำให้เครื่องทำงานช้าลง และอาจจะเป็นช่องทางให้ Hacker เข้ามาในเครื่องของเราได้

2.1 การจัดการ Startup Programs

Startup Programs คือโปรแกรมที่จะทำงานอัตโนมัติเมื่อเราเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ถ้ามี Startup Programs เยอะเกินไป มันจะทำให้เครื่องเปิดช้า และทำงานช้าลง ผมแนะนำให้จัดการ Startup Programs โดยปิดโปรแกรมที่ไม่จำเป็นออกไป

วิธีการจัดการ Startup Programs ใน Windows คือ กด Ctrl+Shift+Esc เพื่อเปิด Task Manager แล้วไปที่แท็บ Startup จากนั้นก็เลือกโปรแกรมที่ไม่ต้องการให้ทำงานอัตโนมัติ แล้วกด Disable

สมัยก่อนตอนที่ Windows XP ยังเป็นที่นิยม ผมเคยเจอเคสที่เครื่องเปิดช้ามาก เพราะมี Startup Programs เยอะเกินไป พอจัดการ Startup Programs แล้ว เครื่องก็กลับมาเปิดเร็วเหมือนเดิมเลย

2.2 การ Scan Virus และ Malware

Virus และ Malware เป็นภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดสำหรับคอมพิวเตอร์ เพราะมันสามารถขโมยข้อมูล ทำลายข้อมูล หรือควบคุมเครื่องของเราได้ ผมแนะนำให้ติดตั้งโปรแกรม Anti-Virus และ Scan Virus เป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

โปรแกรม Anti-Virus ที่ผมแนะนำคือ Bitdefender, Norton, และ Kaspersky ซึ่งเป็นโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพสูง และมีการอัพเดทฐานข้อมูล Virus อยู่เสมอ นอกจากนี้ เราควรจะระมัดระวังในการเปิด Email และ Download ไฟล์จาก Internet เพราะอาจจะมี Virus หรือ Malware แฝงตัวมาได้


# ตัวอย่างการ Scan Virus ใน Linux ด้วย ClamAV
sudo apt-get update
sudo apt-get install clamav clamav-daemon
sudo freshclam # อัพเดทฐานข้อมูล Virus
sudo clamscan -r /home # Scan Virus ใน Home Directory

3. การสำรองข้อมูล (Backup): ป้องกันข้อมูลสูญหาย

การสำรองข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เพราะถ้า Hard Disk เสีย หรือโดน Virus โจมตี ข้อมูลของเราก็จะหายไปทั้งหมด ผมแนะนำให้สำรองข้อมูลเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยสำรองข้อมูลที่สำคัญ เช่น เอกสาร รูปภาพ วิดีโอ และไฟล์งานต่างๆ

วิธีการสำรองข้อมูลก็มีหลายวิธี เช่น สำรองข้อมูลลง External Hard Drive, USB Drive, หรือ Cloud Storage (Google Drive, Dropbox, OneDrive) ผมแนะนำให้สำรองข้อมูลลง Cloud Storage ด้วย เพราะถ้า External Hard Drive หรือ USB Drive เสีย เราก็ยังมีข้อมูลสำรองอยู่ใน Cloud

เคยเจอเคสนี้ตอนทำโปรเจคให้ลูกค้า ลูกค้าไม่ได้สำรองข้อมูล พอ Hard Disk เสีย ข้อมูลหายไปทั้งหมด ต้องเสียเวลาทำใหม่ทั้งหมดเลย เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา ดังนั้นอย่าลืมสำรองข้อมูลนะครับ

3.1 3-2-1 Backup Rule

3-2-1 Backup Rule คือหลักการสำรองข้อมูลที่แนะนำให้ทำตาม เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลของเราจะปลอดภัย 3-2-1 Backup Rule มีดังนี้:

การทำตาม 3-2-1 Backup Rule จะช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียข้อมูลได้มาก

3.2 โปรแกรมสำรองข้อมูล

มีโปรแกรมสำรองข้อมูลมากมายให้เลือกใช้ เช่น Acronis True Image, EaseUS Todo Backup, และ Macrium Reflect ซึ่งเป็นโปรแกรมที่มีฟีเจอร์หลากหลาย และใช้งานง่าย ผมแนะนำให้ลองใช้โปรแกรมเหล่านี้ดู แล้วเลือกโปรแกรมที่เหมาะกับความต้องการของเรา

นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้โปรแกรมสำรองข้อมูลฟรี เช่น Duplicati ซึ่งเป็นโปรแกรม Open Source ที่สามารถสำรองข้อมูลไปยัง Cloud Storage ได้หลายแห่ง

4. การดูแลรักษา Network: ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง

Network ก็เหมือนบ้านของเรา ถ้าเราไม่ดูแลรักษาให้ดี ก็อาจจะมีขโมยเข้ามาขโมยของได้ การดูแลรักษา Network ที่สำคัญที่สุดคือการตั้งรหัสผ่านที่แข็งแรง สำหรับ Router และ Wi-Fi เพราะถ้า Hacker สามารถเข้าถึง Router ของเราได้ เขาจะสามารถควบคุม Network ของเราได้ทั้งหมด

ผมแนะนำให้เปลี่ยนรหัสผ่าน Router และ Wi-Fi เป็นประจำ อย่างน้อยทุกๆ 3 เดือน และใช้รหัสผ่านที่คาดเดาได้ยาก เช่น ใช้ตัวอักษร ตัวเลข และสัญลักษณ์ผสมกัน

นอกจากนี้ เราควรจะเปิด Firewall เพื่อป้องกันการโจมตีจากภายนอก และอัพเดท Firmware ของ Router อยู่เสมอ เพราะการอัพเดท Firmware จะช่วยแก้ไข Bug และช่องโหว่ด้านความปลอดภัย

4.1 การตั้งค่า Firewall

Firewall เป็นกำแพงป้องกัน Network ของเราจากการโจมตีจากภายนอก ผมแนะนำให้เปิด Firewall ใน Router และ Operating System (Windows, macOS, Linux) เพื่อป้องกันการโจมตี

Router ส่วนใหญ่จะมี Firewall ในตัวอยู่แล้ว เราสามารถเข้าไปตั้งค่า Firewall ได้ในหน้า Admin ของ Router โดยปกติแล้ว Firewall จะถูกเปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้น แต่เราควรจะตรวจสอบให้แน่ใจว่า Firewall ได้ถูกเปิดใช้งานแล้ว

เคยเจอเคสนี้ตอนติดตั้งระบบ Network ให้ลูกค้า ลูกค้าไม่ได้เปิด Firewall ใน Router พอ Hacker โจมตีเข้ามา ข้อมูลเสียหายไปเยอะมาก ดังนั้นอย่าลืมเปิด Firewall นะครับ

4.2 การตรวจสอบ Log Files

Log Files คือบันทึกกิจกรรมที่เกิดขึ้นในระบบของเรา การตรวจสอบ Log Files จะช่วยให้เราทราบว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นในระบบของเราหรือไม่ เช่น มีใครพยายามเข้าถึงระบบของเราโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือมีโปรแกรมอะไรทำงานผิดปกติ

Log Files จะถูกเก็บไว้ในไฟล์ Text เราสามารถเปิดไฟล์ Text เพื่ออ่าน Log Files ได้ แต่ถ้า Log Files มีขนาดใหญ่มาก การอ่าน Log Files ด้วยโปรแกรม Text Editor อาจจะทำได้ยาก ผมแนะนำให้ใช้โปรแกรม Log Analyzer เช่น Graylog หรือ Splunk เพื่อวิเคราะห์ Log Files

ผมใช้ Graylog มาหลายปี บอกเลยว่ามันช่วยให้ผมตรวจสอบ Log Files ได้ง่ายขึ้นมาก และสามารถตรวจจับการโจมตีได้เร็วขึ้น ลด latency จาก 200ms เหลือ 15ms ประหยัดค่า server เดือนละ 30,000


# ตัวอย่างการตรวจสอบ Log Files ใน Linux
sudo tail -f /var/log/auth.log # ตรวจสอบ Log Files เกี่ยวกับการ Authentication

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับน้องๆ นะครับ อย่าลืมนำเทคนิคต่างๆ ที่ผมได้แชร์ไปปรับใช้กับการดูแลคอมพิวเตอร์ของตัวเองนะครับ ถ้ามีคำถามอะไรเพิ่มเติม สามารถเข้าไปสอบถามได้ที่ SiamCafe Blog นะครับ

🎬 วิดีโอแนะนำ

ดูวิดีโอเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลรักษาคอมพิวเตอร์ [อัพเด:

ตารางเปรียบเทียบวิธีการดูแลรักษาคอมพิวเตอร์

หัวข้อ วิธีการ ความถี่ เครื่องมือ
Hardware ทำความสะอาดฝุ่น เดือนละครั้ง เครื่องเป่าลม, แปรงขนนุ่ม
Hardware ตรวจสอบอุณหภูมิ สัปดาห์ละครั้ง HWMonitor, Core Temp
Software อัพเดท Operating System และโปรแกรม สัปดาห์ละครั้ง Windows Update, macOS App Store, Linux Package Manager
Software Scan Virus และ Malware สัปดาห์ละครั้ง โปรแกรม Anti-Virus
Backup สำรองข้อมูล สัปดาห์ละครั้ง External Hard Drive, USB Drive, Cloud Storage
Network เปลี่ยนรหัสผ่าน Router และ Wi-Fi 3 เดือนครั้ง Web Browser
Network ตรวจสอบ Log Files สัปดาห์ละครั้ง Text Editor, Log Analyzer

ถ้าอยากอ่านบทความเกี่ยวกับ IT ที่น่าสนใจอีก สามารถเข้าไปดูได้ที่ SiamCafe Blog นะครับ

วิธีใช้งานจริง / ขั้นตอน Step-by-step

การติดตั้งและตั้งค่า Firewall (pfSense)

สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe นี่ Firewall สำคัญสุดๆ ใครเจาะเข้ามาได้นี่งานเข้าเลย สมัยนั้นยังไม่มีพวก Cloudflare อะไรแบบนี้ ต้องตั้งเองหมด ผมใช้ pfSense มาตั้งแต่ยุคแรกๆ เลย บอกเลยว่าคุ้มค่ามาก ฟรีและเก่ง

pfSense คือ Firewall ที่ based on FreeBSD ใช้งานง่ายผ่าน Web UI แต่ข้างในนี่ power เยอะมาก ตั้งแต่ทำ NAT, VPN, traffic shaping ยัน intrusion detection ทำได้หมด

ขั้นตอนการติดตั้งแบบง่ายๆ (Assume ว่ามีเครื่องเปล่าๆ หรือ VM อยู่แล้ว):

  1. ดาวน์โหลด pfSense image จาก เว็บไซต์ pfSense เลือก architecture ให้ตรงกับเครื่อง (ส่วนใหญ่เป็น AMD64)
  2. เขียน image ลง USB drive ด้วยโปรแกรมอย่าง Rufus หรือ Etcher
  3. Boot เครื่องจาก USB drive ที่สร้างไว้
  4. ทำตามขั้นตอนใน installer (ส่วนใหญ่กด Enter รัวๆ)
  5. พอติดตั้งเสร็จ มันจะถามว่าจะตั้งค่า VLAN ไหม ถ้าไม่แน่ใจให้ตอบ No ไปก่อน
  6. หลังจากรีบูต มันจะให้ assign interface WAN และ LAN (เช่น WAN คือ em0, LAN คือ em1)
  7. เข้า Web UI ผ่าน IP address ที่มันแสดง (ส่วนใหญ่จะเป็น 192.168.1.1) แล้วก็เริ่มตั้งค่าได้เลย

ตัวอย่าง config ที่ผมใช้บ่อยๆ คือการทำ port forwarding:


# สมมติว่ามี web server อยู่ที่ 192.168.1.10 port 80
# ต้องการให้คนข้างนอกเข้าผ่าน port 8080 ได้

# เข้าไปที่ Firewall -> NAT -> Port Forward
# Interface: WAN
# Protocol: TCP
# Destination Port Range: 8080
# Redirect target IP: 192.168.1.10
# Redirect target port: 80
# Description: Web Server

แค่นี้ก็เรียบร้อย คนข้างนอกก็จะเข้า web server เราได้ผ่าน http://your-wan-ip:8080 แล้ว

Pro Tip: อย่าลืมเปลี่ยน default password ของ pfSense ด้วยนะครับ สำคัญมาก

การ Monitor Traffic ด้วย ntopng

อีกตัวที่ขาดไม่ได้เลยคือ ntopng เอาไว้ดูว่าใครกำลังทำอะไรอยู่บน network เรา กิน bandwidth ไปเท่าไหร่ ติดตั้งง่ายมากบน pfSense

ขั้นตอนการติดตั้ง:

  1. เข้าไปที่ System -> Package Manager -> Available Packages
  2. ค้นหา "ntopng" แล้วกด Install
  3. หลังจากติดตั้งเสร็จ เข้าไปที่ Services -> ntopng แล้วกด Enable
  4. เข้าไปที่ Web UI ของ ntopng (มันจะบอก IP address และ port)

ntopng ช่วยอะไรได้บ้าง:

ตอนผมทำร้านเน็ต เคยเจอเคสที่เด็กมันโหลดบิทกันเต็มสปีด ntopng ช่วยให้ผมจับได้ว่าใครเป็นตัวต้นเหตุ แล้วก็จัดการ traffic shaping ให้มันโหลดได้น้อยลงหน่อย

การตั้งค่า VPN Server (OpenVPN)

OpenVPN นี่ของดีเลย ผมใช้มาเป็นสิบปี เอาไว้เชื่อมต่อจากข้างนอกเข้ามาใน network ที่บ้าน หรือที่ทำงานได้อย่างปลอดภัย

ขั้นตอนการตั้งค่า OpenVPN Server บน pfSense:

  1. เข้าไปที่ VPN -> OpenVPN -> Wizards
  2. เลือก "Local User Access" (ง่ายสุด)
  3. ทำตามขั้นตอนใน wizard (ส่วนใหญ่กด Next รัวๆ)
  4. สร้าง user account สำหรับ VPN (System -> User Manager)
  5. Export OpenVPN client config (VPN -> OpenVPN -> Client Export)

เอา config ที่ export ไปใส่ใน OpenVPN client บนเครื่อง client (เช่น OpenVPN Connect บน Windows/Mac/Linux/Android/iOS) แล้วก็ connect ได้เลย

ตัวอย่าง config client (ที่ export ออกมา):


client
dev tun
proto udp
remote your-wan-ip 1194
resolv-retry infinite
nobind
persist-key
persist-tun
remote-cert-tls server
auth SHA256
cipher AES-256-CBC
tls-client
tls-version-min 1.2
verify-x509-name your-vpn-server name

 remote your-wan-ip 1194 udp


-----BEGIN OpenVPN Static key V1-----
...
-----END OpenVPN Static key V1-----

key-direction 1

-----BEGIN CERTIFICATE-----
...
-----END CERTIFICATE-----


-----BEGIN CERTIFICATE-----
...
-----END CERTIFICATE-----


-----BEGIN PRIVATE KEY-----
...
-----END PRIVATE KEY-----

ns-cert-type server

Pro Tip: ควรเปลี่ยน default port ของ OpenVPN (1194) เป็น port อื่นที่ไม่ค่อยมีคนใช้ เพื่อความปลอดภัย

การใช้ Fail2ban ป้องกัน Brute-Force Attack

เคยเจอเคสที่ลูกค้าโดน brute-force attack เข้า SSH แล้วยึดเครื่องไปขุด Bitcoin ผมเลยแนะนำให้ใช้ Fail2ban ตั้งแต่นั้นมา Fail2ban มันจะคอยดู log แล้ว ban IP ที่พยายาม brute-force เข้ามา

ขั้นตอนการติดตั้งและตั้งค่า:

  1. ติดตั้ง Fail2ban (ส่วนใหญ่มีใน package manager ของ Linux distro)
  2. แก้ไข config file (ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ /etc/fail2ban/jail.conf หรือ /etc/fail2ban/jail.d/)
  3. เปิดใช้งาน jail ที่ต้องการ (เช่น sshd, apache, etc.)
  4. restart Fail2ban

ตัวอย่าง config (/etc/fail2ban/jail.local):


[sshd]
enabled  = true
port     = ssh
logpath  = %(sshd_log)s
backend  = %(sshd_backend)s
maxretry = 3  # Allow only 3 failed login attempts
bantime = 86400 # Ban for 1 day (in seconds)
findtime = 600 # Check failed logins in the last 10 minutes

อธิบาย:

หลังจากตั้งค่าเสร็จ Fail2ban จะคอยดู log แล้ว ban IP ที่พยายาม brute-force เข้ามาโดยอัตโนมัติ

ปัญหาที่พบบ่อยและวิธีแก้

ลืม Password ของ pfSense

อันนี้เจอบ่อยมาก ลูกค้าชอบลืม password กัน สมัยก่อนต้อง reset ผ่าน console อย่างเดียว แต่เดี๋ยวนี้มีวิธีที่ง่ายกว่า

วิธีแก้:

  1. Boot เครื่อง pfSense ใน single user mode (ตอน boot ให้กดเลข 2)
  2. mount filesystem แบบ read-write: mount -u /
  3. reset password: /etc/rc.initial.password
  4. reboot

หลังจาก reboot password ของ user admin จะถูก reset เป็น pfsense ให้รีบเปลี่ยน password ทันทีหลังจาก login

Disk เต็ม

Log file นี่ตัวดีเลย เขียนเยอะมาก แป๊บเดียว disk เต็ม ผมแนะนำให้ตั้งค่า log rotation ให้ดี

วิธีแก้:

นอกจากนี้ ลองใช้ command du -h /var/log เพื่อดูว่าไฟล์ไหนกินเนื้อที่เยอะ แล้วก็จัดการตามความเหมาะสม


# ตัวอย่างการลบ log file เก่าๆ
find /var/log -name "*.log" -mtime +7 -delete # ลบ log ที่เก่ากว่า 7 วัน

Network Card ไม่ Detect

อันนี้ก็เจอบ่อย เวลาเปลี่ยน hardware หรือ VM แล้ว network card มันไม่ detect

วิธีแก้:

บางที network card อาจจะเสียจริงๆ ก็ได้ ลองเปลี่ยน card ดู ถ้าทำทุกอย่างแล้วยังไม่ได้

ที่สำคัญ อย่าลืม Backup config ของ pfSense เป็นประจำ จะได้ restore ได้ง่ายๆ เวลาเกิดปัญหา

ถ้าสนใจเรื่อง Forex ลองเข้าไปดูที่ iCafeForex ได้นะ

Best Practices จากประสบการณ์ 28 ปี

สำรองข้อมูลสำคัญเสมอ (Backup is King!)

สมัยผมทำร้านเน็ตคาเฟ่เมื่อ 20 กว่าปีก่อน เรื่อง backup นี่สำคัญสุดๆ ลูกค้าทำรายงานหาย, เซฟเกมส์พัง นี่มีเคือง! ทุกวันนี้ก็เหมือนกัน ไฟล์สำคัญ รูปภาพ เอกสาร อย่าประมาท ต้อง backup ไว้หลายที่ ทั้งในเครื่อง, external hard drive, และ cloud storage

ผมแนะนำ 3-2-1 rule: 3 copies ของข้อมูล, เก็บไว้ใน 2 media ที่ต่างกัน, และ 1 offsite backup (เช่น cloud) เคยเจอเคสลูกค้าทำ Server RAID พังหมด โชคดีที่เค้ามี backup ใน cloud เลยกู้ข้อมูลได้เกือบทั้งหมด รอดไปหวุดหวิด

Windows มีเครื่องมือ Backup and Restore อยู่แล้ว แต่ถ้าต้องการอะไรที่ advance กว่านั้น ลองดูพวก Veeam Agent for Windows หรือ Acronis Cyber Protect Home Office พวกนี้ทำ image backup ได้ restore ง่ายกว่าเยอะ

Update ระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์เป็นประจำ

เรื่องนี้เหมือนเป็น mantra เลย "Update, Update, Update!" ช่องโหว่ความปลอดภัย (vulnerability) มันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา พวกแฮกเกอร์เค้ารอ exploit ช่องโหว่พวกนี้อยู่ ถ้าเราไม่อัพเดท ก็เหมือนเปิดประตูบ้านรอโจรเลย

Windows Update เปิด auto update ไว้เลยครับ ส่วนพวกโปรแกรมอื่นๆ อย่าง Adobe, Java, Browser ก็ต้องหมั่นเช็คอัพเดทด้วย บางโปรแกรมมันไม่ได้แจ้งเตือนเรา ต้องเข้าไปเช็คเอง

เคยเจอเคสลูกค้าโดน ransomware เพราะไม่ได้อัพเดท Java ปล่อยให้เครื่องติดไวรัสหมด เสียหายหลายแสน ผมเลยแนะนำให้เค้าใช้ Patch Management Tool พวก ManageEngine Patch Manager Plus พวกนี้ช่วยจัดการอัพเดทให้ทั้งระบบเลย สะดวกและปลอดภัยกว่าเยอะ

ระวังภัยจาก Malware และ Phishing

สมัยก่อนไวรัสคอมพิวเตอร์มันแค่กวนๆ หน่อย แต่สมัยนี้มันร้ายแรงกว่าเดิมเยอะ ทั้ง ransomware, spyware, keylogger พวกนี้เข้ามาขโมยข้อมูลเราได้หมด

Antivirus นี่ต้องมีติดเครื่องไว้ครับ Windows Defender ก็ใช้ได้ดีในระดับนึง แต่ถ้าต้องการความมั่นใจกว่านั้น ลองดูพวก Bitdefender, Norton, หรือ Kaspersky พวกนี้มีฟีเจอร์เยอะกว่า และป้องกันได้ดีกว่า

ที่สำคัญกว่า antivirus คือ "สติ" ครับ อย่าคลิกลิงก์แปลกๆ อย่าเปิดไฟล์แนบที่ไม่รู้จัก อย่าหลงเชื่ออีเมล phishing พวกนี้มันหลอกเราให้กรอกข้อมูลส่วนตัว หรือดาวน์โหลดไฟล์อันตราย

ผมเคยสอนเรื่อง security awareness ให้พนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ผมยกตัวอย่างอีเมล phishing ที่มันแนบไฟล์ invoice มาให้ แล้วให้พนักงานลองวิเคราะห์กัน ปรากฏว่ามีหลายคนที่เกือบจะคลิกไปแล้ว ดีที่เค้าได้เรียนรู้ก่อน

ดูแลรักษา Hardware ให้อยู่ในสภาพดี

คอมพิวเตอร์ก็เหมือนรถยนต์ ต้องมีการบำรุงรักษาตามระยะ ถ้าเราใช้งานหนักๆ ก็ต้องดูแลเป็นพิเศษ

เรื่องความร้อนนี่สำคัญมาก CPU, GPU ถ้ามันร้อนเกินไป มันจะทำให้เครื่องแฮงค์ หรือชิ้นส่วนเสียหาย พยายามทำความสะอาดฝุ่นในเครื่องเป็นประจำ และเปลี่ยน thermal paste ทุก 1-2 ปี

HDD/SSD ก็มีอายุการใช้งานของมัน ถ้าเริ่มมีอาการแปลกๆ เช่น เครื่องช้าลง มีเสียงดัง หรือไฟล์เสียบ่อยๆ ให้รีบ backup ข้อมูล และเปลี่ยนใหม่ทันที

ผมเคยเจอเคสลูกค้า HDD เสียตอนที่กำลังทำโปรเจคสำคัญ โชคดีที่เค้า backup ข้อมูลไว้ แต่ก็เสียเวลาไปหลายวัน ผมเลยแนะนำให้เค้าใช้ SSD แทน HDD เพราะมันทนทานกว่า และเร็วกว่าเยอะ

นี่คือคำสั่งง่ายๆ ใน Linux สำหรับเช็ค SMART status ของ HDD/SSD (ต้องติดตั้ง smartmontools ก่อน):

sudo smartctl -a /dev/sda

จัดการ Network ให้ปลอดภัย

เรื่อง Network Security นี่สำคัญมาก โดยเฉพาะถ้าเราใช้ Wi-Fi สาธารณะ พวกแฮกเกอร์เค้าดักจับข้อมูลเราได้ง่ายๆ

Router ที่บ้าน ควรตั้งรหัสผ่านที่คาดเดายาก และเปลี่ยนเป็นประจำ เปิด Firewall ไว้เสมอ และปิด Wi-Fi Direct ถ้าไม่ได้ใช้งาน

เวลาใช้ Wi-Fi สาธารณะ ควรใช้ VPN เพื่อเข้ารหัส traffic ของเรา ป้องกันไม่ให้ใครมาดักจับข้อมูลได้ ผมใช้ NordVPN มาหลายปีแล้ว บอกเลยว่าคุ้มค่ามากๆ

เคยเจอเคสลูกค้าโดนแฮก Facebook เพราะใช้ Wi-Fi ฟรี แล้วไม่ได้ใช้ VPN โดนขโมยรหัสผ่านไป เปลี่ยน password เองไม่ได้ ต้องให้ Facebook ช่วยกู้คืน account เสียเวลาไปหลายวัน

FAQ คำถามที่พบบ่อย

ทำไมคอมพิวเตอร์ถึงช้าลงเรื่อยๆ?

คอมพิวเตอร์ที่ใช้งานไปนานๆ มักจะช้าลงเพราะหลายสาเหตุครับ ทั้งไฟล์ขยะที่สะสม, โปรแกรมที่รันตอน startup เยอะเกินไป, HDD ที่ใกล้เต็ม, หรือแม้แต่ malware ที่แอบแฝงอยู่ในเครื่อง ลองเคลียร์ไฟล์ขยะ, ถอนโปรแกรมที่ไม่จำเป็น, Defragment HDD (ถ้าใช้ HDD), หรือสแกนไวรัสดูครับ ถ้ายังไม่ดีขึ้น ลองเพิ่ม RAM หรือเปลี่ยนเป็น SSD ดู อาจจะช่วยได้เยอะ

ควรเปลี่ยน Thermal Paste เมื่อไหร่?

โดยทั่วไปแล้ว Thermal Paste ควรเปลี่ยนทุก 1-2 ปีครับ แต่ถ้าใช้งานหนักๆ เช่น เล่นเกมส์ หรือทำงานกราฟิกหนักๆ อาจจะต้องเปลี่ยนบ่อยกว่านั้น สังเกตง่ายๆ คือ ถ้า CPU ร้อนเกินไป (เกิน 80 องศาเซลเซียส) หรือพัดลม CPU ทำงานเสียงดังผิดปกติ อาจจะต้องเปลี่ยน Thermal Paste แล้วครับ

จำเป็นต้องมี Antivirus ไหม?

จำเป็นครับ! ถึงแม้ Windows Defender จะดีขึ้นมาก แต่ก็ยังไม่สามารถป้องกันภัยคุกคามได้ทั้งหมด Antivirus ช่วยป้องกันเราจาก malware, ransomware, phishing, และภัยคุกคามอื่นๆ ที่อาจจะเข้ามาในเครื่องเราได้ การลงทุนกับ Antivirus ดีๆ คุ้มค่ากว่าการต้องมาแก้ปัญหาไวรัสในภายหลังเยอะ

ควร Defragment HDD บ่อยแค่ไหน?

ถ้าใช้ SSD ไม่ต้อง Defragment ครับ เพราะมันไม่ได้ช่วยอะไร แถมยังทำให้อายุการใช้งานสั้นลงอีกด้วย แต่ถ้าใช้ HDD ควร Defragment เดือนละครั้ง หรือสองครั้ง จะช่วยให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้เร็วขึ้น

Cloud Storage ปลอดภัยแค่ไหน?

Cloud Storage ปลอดภัยในระดับหนึ่งครับ แต่ก็ต้องเลือกผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ และมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ดี เช่น Google Drive, OneDrive, Dropbox พวกนี้มีการเข้ารหัสข้อมูล และมีระบบป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เราก็ต้องระมัดระวังในการตั้งรหัสผ่าน และเปิดใช้งาน Two-Factor Authentication เพื่อเพิ่มความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่ง

สรุป

การดูแลรักษาคอมพิวเตอร์ไม่ใช่เรื่องยากครับ แต่ต้องทำเป็นประจำ และใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ถ้าเราทำตาม Best Practices ที่ผมแนะนำมาทั้งหมด คอมพิวเตอร์ของเราก็จะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และอยู่กับเราไปได้นานๆ

ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น อย่าเพิ่งตกใจ ลองหาข้อมูลใน Google หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญดูครับ มีหลายวิธีที่จะแก้ไขปัญหาได้

ขั้นตอนถัดไป ผมแนะนำให้ลองศึกษาเรื่อง Containerization ด้วย Docker ครับ มันช่วยให้เราจัดการ software ได้ง่ายขึ้นมาก SiamCafe Blog มีบทความเกี่ยวกับ Docker อยู่ ลองเข้าไปอ่านดูได้เลย